อียูแก้ไขระเบียบว่าด้วยวัสดุพลาสติกและบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร

29 ธันวาคม 2554 | ผู้ชม 3678 ครั้ง

อียูแก้ไขระเบียบว่าด้วยวัสดุพลาสติกและบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร

  นายสุรศักดิ์  เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2554 สหภาพยุโรป (EU) ได้ออก Commission Regulation (EU) No. 1282/2011 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 แก้ไขCommission Regulation (EU) No. 10/2011 ลงวันที่ 14 มกราคม 2554 เรื่อง กฎระเบียบว่าด้วยวัสดุพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร (Food Contact Material : FCM) เช่น ยาง ซิลิโคน และสาร ion exchange resins เป็นต้น สาระสำคัญดังนี้  

1.  หน่วยงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority : EFSA) ได้ประเมินสารเพิ่มเติมและให้เพิ่มรายชื่อสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์พลาสติก 15 สาร ในบัญชีรายชื่อสารที่อนุญาตให้ใช้ (Union List)

2.  ลดข้อจำกัดการใช้สาร 2,4,6-triamino-1,3,5-triazine (เมลามีน หมายเลข 239) โดยกำหนด ปริมาณสูงสุดที่สามารถบริโภคได้ต่อวัน (Tolerable Daily Intake : TDI) 2.5 mg/kg น้ำหนักตัว (b.w.) ซึ่งเป็นไปตามระดับสูงสุดที่อนุญาตให้อาหารสัมผัสเมลามีนได้

3.    อนุญาตให้ใช้สาร bis(2,6-diisopropylphenyl) carbodiimide (หมายเลข 438) เป็นโมโนเมอร์แทนสารเจือปนในพลาสติก

4.  เพิ่มข้อจำกัดการใช้สาร N-methylpyrrolidone (หมายเลข 376) โดยกำหนดปริมาณ TDI 1 mg/kg b.w. เป็นผลให้ค่า Specific migration limits (SML) เท่ากับ 60 mg/kg ซึ่งหมายถึงองค์ประกอบในพลาสติกต้องไม่ถ่ายเทไปสู่อาหารในปริมาณเกิน 60 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

5.  แก้ไข CAS No ของสาร polyester of adipic acid with 1,3-butanediol, 1,2-propanedilo and 2-ethyl-1-hexanol (หมายเลข ๗๙๗) เป็น 0073018-26-5

6.  วัสดุหรือผลิตภัณฑ์พลาสติกที่วางจำหน่ายก่อนวันที่ 1 มกราคม 2555 และได้ปฏิบัติตามระเบียบ Commission Regulation (EU) No. 10/2011 อย่างถูกต้องแต่ไม่เป็นไปตามระเบียบที่แก้ไขนี้ สามารถวางจำหน่ายต่อไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2556 หรือจนกว่าจะหมดคลังสินค้า

7.  ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้วันที่ 30 ธันวาคม 2554 และจะบังคับใช้ระเบียบอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป  สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ผู้ประกอบการใช้ตามมาตราที่ 18(2)  18(4) และ 20 ของระเบียบ EU No. 10/2011 จะเริ่มปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2555

8. ประเด็นที่ควรเตรียมพร้อมซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอนาคต ได้แก่ การใช้สารเสริมที่นอกเหนือจาก plasticizers กับ plastic layers หรือ plastic coatings ที่ระบุไว้ในมาตรา 2(1)(d) และการใช้สารเสริมจำพวก glass fibre sizing สำหรับ glass fibre reinforced plastics ที่ระบุไว้ในมาตรา 2(1)(d) จะปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป

  

นายสุรศักดิ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า…/

           นายสุรศักดิ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎระเบียบดังกล่าวไม่ได้กระทบต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เท่านั้น ยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมอาหารของไทยที่ส่งออกไป EU ด้วย โดยในปี 2554 (ม.ค. – ต.ค.) ไทยส่งออกอาหารแปรรูปทั้งไก่ อาหารทะเล และผลไม้ไป EU มูลค่ารวม 51,769 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และส่งออกบรรจุภัณฑ์พลาสติก มูลค่ารวม 2,252 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ดังนั้น ผู้ผลิตสินค้าจะต้องตรวจสอบวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารว่ามีการถ่ายเทไปสู่อาหารเกินระดับความปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะข้อกำหนดการตรวจหาค่า Migration limit และจะต้องใช้สารหรือวัสดุสัมผัสอาหารที่ EU อนุญาตให้ใช้ เพื่อให้อาหารมีความปลอดภัย สามารถส่งออกไปยังตลาด EU ได้ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ผู้สนใจสามารถสืบค้นรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2011:328:0022: 0029:EN:PDF

 

******************************

 

ที่มา :     สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลล์  

แบ่งปัน

Facebook Twitter