นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและวิกฤตหนี้ในหลายประเทศของสหภาพยุโรป จนถึงปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ประเทศต่าง ๆ ยังคงนำมาตรการทางการค้าใหม่ ๆ ออกมาใช้อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่ากลุ่มประเทศเขต
เศรษฐกิจใหม่อย่าง BRIC ซึ่งประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย นโยบายที่มุ่งปกป้องตลาดภายใน โดยกำหนดมาตรการจำกัดทางการค้ารูปแบบต่าง ๆ เช่น กำหนดด่านนำเข้า กำหนดเงื่อนไขการใช้ส่วนประกอบสินค้าที่ผลิตในประเทศ เป็นต้น
มาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ออกกฎหมาย American Economic Recovery and Reinvestment Act ส่งผลให้มีการนำนโยบาย Buy American ไปใช้ในทางปฏิบัติมากขึ้น ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาอาคาร ตลอดจนการก่อสร้าง สาธารณะต้องใช้วัสดุภายในประเทศทั้งหมด นอกจากนี้ การจัดซื้อสิ่งทอของหน่วยงาน Department of Homeland Security เช่น เสื้อผ้า เต้นท์ ผ้าฝ้าย ผ้าใยธรรมชาติ ต้องเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศเท่านั้น สหภาพยุโรปเข้มงวดการตรวจสอบความปลอดภัยอาหารนำเข้าและของเล่นเด็ก ออกระเบียบกำกับการขนถ่ายสินค้าที่นำเข้าเพื่อส่งกลับออกไป ครอบคลุมสินค้าอาหารที่มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์, อาหารสัตว์, ผลิตภัณฑ์จากพืชที่มีความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรคหรือโรคติดต่อสู่สัตว์ และผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการผลิตอาหารสัตว์ ฝรั่งเศส ห้ามใช้สาร BPA (Biphenol A) ในวัสดุสัมผัสอาหารทุกประเภท เนื่องจากเป็นสารอันตรายต่อระบบประสาท และเดนมาร์กเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากกว่าร้อยละ 2.3 (Fat Tax on Foods High in Saturated Fat) เช่น นม เนย เนยแข็ง น้ำมันพืช และเนื้อสัตว์ บราซิล ออกกฎหมายให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่รถยนต์ที่ใช้ส่วนประกอบในประเทศและรถยนต์ประหยัดพลังงาน
ในส่วนของภูมิภาคเอเชีย มีมาตรการทางการค้าที่น่าจับตา ได้แก่ จีนใช้นโยบาย Buy Chinese และมีความเข้มงวดมากขึ้น ญี่ปุ่นออกมาตรการ Food Action Nippon มุ่งส่งเสริมสินค้าเกษตรภายในประเทศ ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเข้มงวดในเรื่องความปลอดภัยอาหารนำเข้าด้วย อินเดียนำระบบใบอนุญาตนำเข้าสำหรับสินค้าอ่อนไหวมาใช้บังคับ การกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็ก และออกร่างระเบียบกำหนดให้มีการตรวจสอบรับรองคุณภาพยางเกาหลีกำหนดให้สินค้ายางต้องผ่านกระบวนการ Conformity Assessment เป็นต้น สำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียนก็มีการใช้มาตรการทางการค้าในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น เช่น
อินโดนีเซีย นำระบบ.../
อินโดนีเซีย นำระบบใบอนุญาตนำเข้าและตรวจสอบก่อนขนส่งมาใช้กับสินค้ากว่า 500 ชนิด เช่น เสื้อผ้า สิ่งทอ เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น รองเท้า อาหาร และเครื่องดื่ม รวมทั้งผลิตภัณฑ์เหล็กและโลหะกว่า 200 ประเภท การบังคับให้ติดฉลาก Bahasa Indonesia สำหรับสินค้านำเข้าประเภทแบตเตอรี่ เตาแก๊ส หมวกกันน็อค ลูกสูบเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซ LPG เครื่องปั๊มน้ำ กระเบื้องปูพื้น เป็นต้น เวียดนามกำหนดให้การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐต้องใช้วัสดุและสินค้าที่ผลิตได้ภายในประเทศ การนำเข้าสินค้าไวน์ สุรา โทรศัพท์เคลื่อนที่ และเครื่องสำอาง กำหนดให้นำเข้าได้เฉพาะท่าเรือของนครโฮจิมินห์ซิตี้ เมืองไฮพง และเมืองดานังเท่านั้น นอกจากนี้ในการนำเข้ายานพาหนะขนส่งไม่เกิน 9 ที่นั่ง ต้องแสดงเอกสาร dealer certification และ trade authorization ทั้งนี้ การนำเข้าสินค้าดังกล่าวข้างต้นต้องได้รับความเห็นชอบจากสถานกงสุลเวียดนาม ในประเทศผู้ส่งออกก่อน และมาเลเซีย เข้มงวดการตรวจสอบนำเข้าเนื้อ เป็นต้น
นายสุรศักดิ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย เช่น สหรัฐฯ และจีนกำหนดให้การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐต้องใช้สินค้าที่ผลิตได้ในประเทศ ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของไทย สำหรับประเทศที่ไม่มีนโยบายดังกล่าวก็เข้มงวดเรื่องการตรวจสอบความปลอดภัยสินค้า ซึ่งผู้ผลิตไทยต้องปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารที่กรมการค้าต่างประเทศเผยแพร่และแจ้งเตือนเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องโดยสามารถสืบค้นได้จากเว็บไซต์ http://www.dft.go.th หัวข้อบริการข้อมูล : มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ : มาตรการ NTMs
***************************