คต. จัดสัมมนา “แข่งขันส่งออกได้ด้วยสิทธิ FTA : ญี่ปุ่นและเปรู” ณ จังหวัดเชียงใหม่

26 มกราคม 2555 | ผู้ชม 189 ครั้ง

คต. จัดสัมมนา แข่งขันส่งออกได้ด้วยสิทธิ FTA : ญี่ปุ่นและเปรู ณ จังหวัดเชียงใหม่

  ายมนัส สร้อยพลอย  อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังจากเป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง “แข่งขันส่งออกได้ด้วยสิทธิ FTA : ญี่ปุ่นและเปรู”ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม 2555            ณ โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ เชียงใหม่  จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากความตกลง  ตลอดจนมาตรการและความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรี (กองทุน FTA กระทรวงพาณิชย์) การสัมมนาในครั้งนี้ มีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง ให้ความสนใจเข้ารับฟังการสัมมนาในครั้งนี้กว่า 200 คน 

   จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นเมืองหลักของภาคเหนือ เป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ อุตสาหกรรมและการคมนาคม  อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ  การเผยแพร่ระชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเขตการค้าเสรี หรือ FTA ที่เชียงใหม่ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการที่จะเสริมศักยภาพและสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจ  สามารถขยายการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ  โดยใช้ประโยชน์ภายใต้เขตการค้าเสรีได้อย่างสูงสุด

     ประเทศญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าสำคัญ และเป็นชาติที่ลงทุนมากเป็นอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 2554  (ม.ค.-พ.ย.) ไทยมีมูลค่าการค้ากับญี่ปุ่น 61,627.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก
ช่วงเดียวกันของปี 2553 คิดเป็นร้อยละ 15  โดยแยกเป็นมูลค่าการส่งออก
 22,483.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  และมูลค่านำเข้า 39,143.56 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ส่งออกสินค้าไปตลาดญี่ปุ่น โดยใช้สิทธิลดหย่อน หรือยกเว้นภาษีนำเข้าแก่สินค้าไทยได้หลายช่องทาง เพราะไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับญี่ปุ่น ถึง 2 ความตกลง ได้แก่  (1) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ        ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550  และ (2) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ อาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2552 และยังมีระบบ GSP-ญี่ปุ่น  จึงนับเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกทั้งรายใหญ่  วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME รวมทั้งช่วยส่งเสริมการค้า การลงทุน และพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย ให้ขยายตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้น

         ในส่วนของประเทศเปรู ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในทวีปอเมริกาใต้ 
อีกทั้งยังอยู่กึ่งกลางของ 2 ภูมิภาค คือ กลุ่มประเทศเมอร์โคซูร์ (บราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรกวัย) และ กลุ่มแอนเดียน (โบลิเวีย โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เวเนซูเอลา และเปรู) ทำให้มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เหมาะสมที่สุดแห่งหนึ่ง ที่จะเป็นช่องทางกระจายสินค้าไทยไปยังตลาดต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาใต้  ซึ่งมีประชากรรวมกัน

 

มากกว่า 330 ล้านคน................../

  มากกว่า 330 ล้านคน ถึงแม้ว่าในด้านความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างไทยกับเปรูที่ยังมีมูลค่าทางการค้าระหว่างกันค่อนข้างน้อย โดยในปี 2554 (มค-พย) ไทยมีมูลค่าการค้ากับเปรู 589.80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่การที่ ไทยตกลงจัดทำ FTA กับเปรู และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2554 นั้น  จะช่วยให้การค้าระหว่างไทย-เปรูขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าอุตสาหกรรมของไทยมีโอกาสจะเข้าสู่

ตลาดเปรูได้มากขึ้น เนื่องจากมีสินค้ากว่า 3,800 รายการ เช่น รถปิกอัพ พลาสติกและผลิตภัณฑ์  เครื่องใช้ไฟฟ้า  จะได้ประโยชน์ลดภาษีเป็นศูนย์ทันที  ส่วนสินค้าอีกประมาณร้อยละ 17 จะทยอยลดภาษี
เป็น 0 ภายใน 5 ปี  เช่น ด้ายโพลีเอสเตอร์ ด้ายใยสังเคราะห์ และจักรยานยนต์ เป็นต้น

  นายมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า  ในปี 2555 กรมการค้าต่างประเทศมีโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการในการใช้สิทธิประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการที่ประเทศคู่ค้าได้เปิดตลาดภายใต้ความตกลง FTA ต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ ผู้ประกอบการและผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการสัมมนาได้ที่ www.dft.go.th หรือสอบถามที่
สำนักสิทธิประโยชน์ทางการค้า  กรมการค้าต่างประเทศ ผ่านทางสายด่วน 1385

******************************

 

26  มกราคม  2555


แบ่งปัน

Facebook Twitter