จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นเมืองหลักของภาคเหนือ เป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ อุตสาหกรรมและการคมนาคม อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเขตการค้าเสรี หรือ FTA ที่เชียงใหม่ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการที่จะเสริมศักยภาพและสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจ สามารถขยายการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ โดยใช้ประโยชน์ภายใต้เขตการค้าเสรีได้อย่างสูงสุด
ประเทศญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าสำคัญ และเป็นชาติที่ลงทุนมากเป็นอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 2554 (ม.ค.-พ.ย.) ไทยมีมูลค่าการค้ากับญี่ปุ่น 61,627.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก
ช่วงเดียวกันของปี 2553 คิดเป็นร้อยละ 15 โดยแยกเป็นมูลค่าการส่งออก 22,483.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่านำเข้า 39,143.56 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ส่งออกสินค้าไปตลาดญี่ปุ่น โดยใช้สิทธิลดหย่อน หรือยกเว้นภาษีนำเข้าแก่สินค้าไทยได้หลายช่องทาง เพราะไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับญี่ปุ่น ถึง 2 ความตกลง ได้แก่ (1) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550 และ (2) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ อาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2552 และยังมีระบบ GSP-ญี่ปุ่น จึงนับเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกทั้งรายใหญ่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME รวมทั้งช่วยส่งเสริมการค้า การลงทุน และพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย ให้ขยายตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ในส่วนของประเทศเปรู ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในทวีปอเมริกาใต้
อีกทั้งยังอยู่กึ่งกลางของ 2 ภูมิภาค คือ กลุ่มประเทศเมอร์โคซูร์ (บราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรกวัย) และ กลุ่มแอนเดียน (โบลิเวีย โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เวเนซูเอลา และเปรู) ทำให้มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เหมาะสมที่สุดแห่งหนึ่ง ที่จะเป็นช่องทางกระจายสินค้าไทยไปยังตลาดต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมีประชากรรวมกัน
มากกว่า 330 ล้านคน................../
มากกว่า 330 ล้านคน ถึงแม้ว่าในด้านความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างไทยกับเปรูที่ยังมีมูลค่าทางการค้าระหว่างกันค่อนข้างน้อย โดยในปี 2554 (มค-พย) ไทยมีมูลค่าการค้ากับเปรู 589.80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่การที่ ไทยตกลงจัดทำ FTA กับเปรู และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2554 นั้น จะช่วยให้การค้าระหว่างไทย-เปรูขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าอุตสาหกรรมของไทยมีโอกาสจะเข้าสู่
ตลาดเปรูได้มากขึ้น เนื่องจากมีสินค้ากว่า 3,800 รายการ เช่น รถปิกอัพ พลาสติกและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า จะได้ประโยชน์ลดภาษีเป็นศูนย์ทันที ส่วนสินค้าอีกประมาณร้อยละ 17 จะทยอยลดภาษี
เป็น 0 ภายใน 5 ปี เช่น ด้ายโพลีเอสเตอร์ ด้ายใยสังเคราะห์ และจักรยานยนต์ เป็นต้น
นายมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2555 กรมการค้าต่างประเทศมีโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการในการใช้สิทธิประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการที่ประเทศคู่ค้าได้เปิดตลาดภายใต้ความตกลง FTA ต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ ผู้ประกอบการและผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการสัมมนาได้ที่ www.dft.go.th หรือสอบถามที่
สำนักสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ ผ่านทางสายด่วน 1385
******************************
26 มกราคม 2555