“เจาะตลาดใหม่ ก้าวไกลแดนภารตะ”
นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศ ได้ไปจัดการสัมมนาเรื่อง “เจาะตลาดใหม่ ก้าวไกลแดนภารตะ” ณ โรงแรมเรือรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดตรัง โดยผู้เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วย ผู้ประกอบการยางพาราและไม้ยางพาราแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป และอาหารแช่แข็ง ผู้แทนหน่วยงานราชการ และผู้ที่สนใจ รวมทั้งสิ้นกว่า ๑๐๐ คน มีนายสาธร นราวิสุทธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา
กรมฯ ได้เชิญวิทยากรไปร่วมสัมมนาจำนวน ๕ ท่าน นายชนะ คณารัตนดิลก อดีตรองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการค้าระหว่างประเทศของไทยอยู่ในระดับประมาณ ๑๐๐% ของ GDPขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซีย สูงกว่าไทยที่ประมาณ ๒๐๐% โดยสินค้าที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่มีมูลค่าต่ำ การจะเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศนั้น ต้องอาศัยโอกาส ๓ ประการ ได้แก่ ๑. เกิดขึ้นโดยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ๒. เกิดจากการสร้างความได้เปรียบและ ๓. เกิดจากการแสวงหา ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องมองตลาดให้ออก ทั้งในด้าน ผลิตภัณฑ์ ราคา การส่งเสริมการขายและช่องทางการจัดจำหน่าย
นายธราดล ทองเรือง นักวิชาการพาณิชย์ ชำนาญการพิเศษ สำนักความร่วมมือการค้าและการลงทุน กล่าวว่า ตลาดอินเดียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นโอกาสอันดีของสินค้าไทยที่จะเข้าไปแสวงหาโอกาสทางการค้าในอินเดีย อย่างไรก็ตาม การพิจารณาโอกาสในการลงทุนของสินค้าไทยควรศึกษาตลาดผู้บริโภคในอินเดียอย่างรอบคอบ เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดที่มีความหลากหลายของพื้นที่ ทรัพยากร เศรษฐกิจ รายได้ และวัฒนธรรมซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ/แต่ละเมือง สิ่งที่นักธุรกิจต้องศึกษาสำหรับการเข้าไปลงทุนหรือค้าขายในอินเดียคือ การเข้าใจถึงวัฒนธรรม รวมทั้งนักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาอย่างละเอียดในเรื่องกฎระเบียบการลงทุน กฎหมาย การส่งเสริมและสนับสนุนกิจการประเภทต่างๆ ของแต่ละเมือง/รัฐ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือก/ระบุตลาดหรือสถานที่ตั้งโรงงาน สำหรับธุรกิจที่มีศักยภาพของไทยซึ่งน่าจะมีโอกาสขยายการลงทุนในอินเดีย ได้แก่ ธุรกิจด้านบริการ ธุรกิจแปรรูปอาหาร ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ และโดยเฉพาะธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดอินเดีย
ขณะที่การใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-อินเดีย และ อาเซียน-อินเดีย นั้น นางสุภาวดี ไชยานุกูลกิตติ นักวิชาการพาณิชย์ ชำนาญการพิเศษ สำนักสิทธิประโยชน์ทางการค้า กล่าวว่า ภายหลังจากการเปิดการค้าเสรีอาเซียนระหว่างไทยกับอินเดียเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๗ มีสินค้าในกรอบสินค้าที่เร่งลดภาษี (Early Harvest Scheme: EHS) จำนวน ๘๒ รายการ และการเปิดเสรีการค้าภายใต้ความตกลงอาเซียน-อินเดีย ซึ่งครอบคลุมสินค้ามากกว่า ๕,๐๐๐ รายการ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ นั้น สังเกตเห็นได้ชัดว่านักธุรกิจไทยมีความสนใจที่จะค้าขายกับอินเดียมากขึ้น ซึ่งการมีความตกลงการค้าเสรีกับอินเดียนี้ทำให้ไทยได้เปรียบประเทศอื่นๆใน ASEAN เนื่องจากมีสินค้าบางรายการที่อินเดียลดให้ไทยเหลือภาษีเป็น ๐% สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย เช่น ยางพารา ผลิตภัณฑ์แปรรูปยาง อัญมณีและเครื่องประดับ นั้น จะเริ่มลดภาษีให้เหลือ ๐% ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ –๒๕๕๙
ด้านนายชัยวุฒิ สวัสดิรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีตรังโลจิสติกส์ จำกัด และนายพรชัย คชรัตน์ ที่ปรึกษาด้านโลจิสติกส์บริษัทขนส่งระหว่างประเทศ ได้ร่วมเสวนาถึงแนวทางการพัฒนาท่าเรือฝั่งตะวันตก เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยและอินเดียว่า ประเทศอินเดียมีท่าเรือเจนไน ซึ่งถือเป็นท่าเรือที่ใหญ่เป็นอันดับ ๒ ของประเทศ และเป็นศูนย์กลางท่าเรือชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอินเดีย และมีการขนส่งทางบกครอบคลุมพื้นที่ให้บริการมากที่สุดในอินเดีย เน้นการขนส่งในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านอ่าวเบงกอล ทะเลอันดามัน สำหรับไทย ท่าเรือกันตังเป็นท่าเรือฝั่งอันดามันที่มีศักยภาพและเหมาะแก่การพัฒนาให้เป็นท่าเรือของภูมิภาค และท่าเรือระหว่างประเทศ โดยได้สรุปประเด็นสำคัญๆ บางประการ เช่น
· การส่งออกของจังหวัดตรังที่ท่าเรือกันตังในปีที่ผ่านมามีมูลค่าการส่งออกมากกว่า ๒๔,๐๐๐ ล้าน และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากขึ้นในปีต่อไป โดยมีสินค้าส่งออกที่สำคัญประกอบด้วย สินค้าที่เกี่ยวเนื่องจากยางพารา อาทิ ยางพารา ยางผสมสำเร็จ ไม้ยางแปรรูป เป็นต้น
· การส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ ต้องใช้วิธีการบรรทุกรถคอนเทนเนอร์ ไปยังท่าเรือสงขลา หรือท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย เพราะนอกจากจะต้องใช้เวลาหลายวัน และยังมีต้นทุน ค่าขนส่ง โลจิสติกส์สูง แต่ในปัจจุบันนับว่าเป็นการขนส่งที่สะดวกที่สุด
· ยุทธศาสตร์ของจังหวัดตรัง มุ่งพัฒนาท่าเรือกันตังให้สามารถรองรับการส่งออกสินค้าด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร์ ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ลงมา และจะผลักดันให้เป็นท่าเรือส่งออกสินค้าตามโครงการ IMT-GT หรือความร่วมมือระหว่างเศรษฐกิจ ๓ ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อพัฒนาการส่งออกสินค้าภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยางพาราที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
· การส่งสินค้าจากท่าเรือกันตังไปเมืองเจนไน อินเดีย ใช้เวลาประมาณ ๔ วัน ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการส่งสินค้าจากปีนัง หรือสิงคโปร์
ในตอนท้ายของการสัมมนา ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือการค้าและการลงทุน นายภาษิต พุ่มชูศรี เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา ได้กล่าวสรุปว่า ปัจจุบันการค้าส่งออกของไทยเจริญเติบโตมากขึ้นเมื่อเทียบกับ ๒๐ ปีก่อน มีผู้ส่งออกเพิ่มมากขึ้นทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัดแม้อยู่ห่างไกล การส่งออกจึงมิใช่ผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มในกรุงเทพอีกต่อไป แต่มีผลดีกระจายไปถึงผู้ผลิตและเกษตรกร กรมการค้าต่างประเทศจึงอยากเห็นการค้าชายแดนและการค้าของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่ผู้ประกอบการต้องมีการพัฒนาและปรับตัว รักษาความน่าเชื่อถือเพื่อให้เพื่อนบ้านคงความเชื่อถือ และไม่หันไปบริโภคสินค้าของประเทศคู่แข่งขัน ไทยจึงต้องหลีกหนีคู่แข่งขันด้วยการเสนอความแตกต่าง และอยากเห็นประเทศไทยมีการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าของประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับประเทศเยอรมนีเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของทวีปยุโรป และครองตลาดประเทศเพื่อนบ้านทั้งในโปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก รัสเซีย และออสเตรีย แต่การค้าชายแดนของไทยจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งมีหลายหน่วยงานหลายกระทรวงรับผิดชอบ ทุกฝ่ายจึงควรร่วมมือกันผลักดันสนับสนุนเพื่อมองผลประโยชน์และเป้าหมายในภาพรวมของประเทศ
การจัดสัมมนาในครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการทำการค้ากับประเทศอินเดียเพิ่มมากขึ้นร้อยละ ๗๐ และยังได้เสนอให้มีการจัดการสัมมนาในลักษณะเดียวกันนี้อีก รวมทั้งการจัดคณะผู้แทนการค้าการลงทุนไปเยือนเมืองธุรกิจของอินเดียในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของการขยายตลาดการค้าและการลงทุนไปยังประเทศอินเดีย อีกทั้งเพื่อเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบการของไทยได้เรียนรู้ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพทางการค้าได้อีกทางหนึ่ง
**************************
๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕