สิ่งทอไทยยังมีอนาคตสดใสในอาเซียน

12 มีนาคม 2555 | ผู้ชม 193 ครั้ง

สิ่งทอไทยยังมีอนาคตสดใสในอาเซียน

ในปี 2554 ที่ผ่านมานับว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยเผชิญกับมรสุมต่าง ๆ มากมาย อาทิ วัตถุดิบหลักอย่างฝ้ายมีราคาสูงขึ้นในช่วงต้นปี  การผลิตหยุดชะงักจากปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปี  แต่ในภาพรวมการค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในตลาดหลักและตลาดใหม่ของไทยยังคงขยายตัวเป็นบวก

นางสาวผ่องพรรณ  เจียรวิริยะพันธ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในปี 2554มูลค่าการค้าขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.62 เมื่อเทียบกับปี 2553 โดยการส่งออกมีมูลค่า 8,255 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.55 กลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญ คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูปและผ้าผืน แม้ว่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ จะหดตัวลงร้อยละ 7.79 แต่ตลาดหลักอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่นกลับมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 36.62เมื่อเทียบกับปี 2553 ประกอบกับตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน ก็มีการขยายตัวเช่นกัน คิดเป็นร้อยละ 17.73 สำหรับการนำเข้าในปี 2554 มีมูลค่า 4,896 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.35 เมื่อเทียบกับปีก่อน แหล่งนำเข้าสำคัญ คือ จีนและสหรัฐฯ ซึ่งมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.33 และ 75.66 ตามลำดับ โดยสินค้านำเข้าสำคัญ คือ ด้ายและเส้นใย

นอกจากนี้ ตลาดสำคัญที่ควรให้ความสนใจ คือ ตลาดอาเซียน ซึ่งในปี 2554 มูลค่าการค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มขยายตัวร้อยละ 15.34 โดยมีการส่งออกมูลค่า1,550 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.55 เมื่อเทียบกับปี 2553 สำหรับตลาดที่มีการขยายตัวสูงที่สุด คือ พม่า โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 30.80 นับว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจ ประกอบกับพม่าเริ่มมีการเปิดประเทศมากขึ้น จึงเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจ รองลงมาคือ เวียดนาม มีอัตราการขยายตัวร้อยละ29.58 สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปยังตลาดอาเซียน คือ ผ้าผืน ส่วนการนำเข้าจากตลาดอาเซียนนั้น มีมูลค่า 471 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.48โดยตลาดที่มีการขยายตัวมากที่สุด คือ กัมพูชา คิดเป็นร้อยละ 163.68 รองลงมาคือ เวียดนาม ร้อยละ 32.51

นางสาวผ่องพรรณฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในตลาดอาเซียนนั้น ถือว่าไทยยังคงมีความได้เปรียบจากคุณภาพสินค้าทึ่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมจากผู้บริโภค ประกอบกับผลจากการเปิดเสรีตามพันธกรณี AFTA ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าวัตถุดิบได้ในราคาที่ต่ำลงจากผู้ผลิตในประเทศสมาชิกอาเซียนและสามารถส่งออกได้โดยไม่มีภาษี ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากผู้ประกอบการรายใดสนใจการใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.dft.go.th หรือ สายด่วน Hotline 1385 ของกรมการค้าต่างประเทศ

 

****************************

แบ่งปัน

Facebook Twitter