เตือนผู้ประกอบการไทยระมัดระวังการผลิตสินค้าลอกเลียนแบบในอียู

25 เมษายน 2555 | ผู้ชม 581 ครั้ง

เตือนผู้ประกอบการไทยระมัดระวังการผลิตสินค้าลอกเลียนแบบในอียู

 นายสุรศักดิ์  เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า เมื่อเดือนมกราคม 2555 หน่วยงาน DG Internal Market  ได้เผยแพร่รายงานผลการศึกษามาตรการทางกฎหมายของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เพื่อเอาผิดกับการกระทำเลียนแบบผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์รวมทั้งฉลากของผู้อื่น โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า ที่เรียกว่า parasitic copying หรือ look-alikes หรือ copy cat สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. การละเมิดในลักษณะลอกเลียนแบบพบมากในประเทศสมาชิกที่มีระบบคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าประเทศสมาชิกอื่น

2.  ปัจจุบัน EU ยังไม่มีกฎระเบียบเฉพาะที่เอาผิดต่อการกระทำลอกเลียนแบบสินค้า ดังนั้น ประเทศสมาชิกจึงต้องปรับใช้กฎหมายภายในของตนตามที่เหมาะสม ทำให้เกิดความแตกต่างในการบังคับใช้สิทธิทั้งในแง่วิธีการ  ขอบเขต  ประสิทธิภาพ  และการชดใช้ค่าเสียหาย บางประเทศนำกฎหมายข้างเคียงมาปรับใช้ เช่น กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแบบผลิตภัณฑ์ (design law)  กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม (unfair competition law)  กฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติในเชิงพาณิชย์ที่ไม่เป็นธรรม (unfair commercial practices law)  กฎหมายลักษณะละเมิดว่าด้วยการหลอกลวง (common law tort of passing off) และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค (consumer protection law)  นอกจากนี้ กฎหมายอื่น ๆ เช่น Unfair Commercial Practices Directive และ Enforcement Directiveที่เอาผิดกับการละเมิดในลักษณะการผลิตสินค้าเลียนแบบแต่ไม่ถือว่าช่วยคุ้มครองเจ้าของสิทธิ

3.  การบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกันของประเทศสมาชิก EU ก่อให้เกิดอุปสรรคทางการค้าภายใน EU และอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสินค้าไทยที่ส่งไปจำหน่ายใน EU ดังนี้

3.1 ผู้ประกอบการจะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษารูปแบบการคุ้มครองในแต่ละประเทศสมาชิกเพื่อดำเนินการขอรับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการละเมิดแล้วไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้

3.2 สินค้าที่ส่งไปจำหน่ายอาจถูกลอกเลียนแบบได้ง่ายในประเทศสมาชิก EU ที่มีการคุ้มครองในระดับต่ำ หากเกิดกรณีถูกละเมิด การดำเนินคดีจะมีข้อยุ่งยากเนื่องจากความผิดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ทำให้มีข้อจำกัดเกี่ยวกับประเทศที่ผู้ประกอบการไทยจะเลือกส่งสินค้าไปจำหน่าย

3.3 หากสินค้าที่ส่งไปจำหน่ายใน EU ถูกละเมิดในประเทศสมาชิกที่มีความแตกต่างทางกฎหมาย อาจจำเป็นต้องว่าจ้างทนายในทุกประเทศที่มีการละเมิด  ดังนั้น หากผู้ส่งออกไทยไม่สามารถขอให้ผู้นำเข้า EU หรือตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศสมาชิกดำเนินการฟ้องคดีแทนเพื่อเอาผิดกับการละเมิดได้  ผู้ส่งออกไทยจะประสบปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความดำเนินคดีเป็นรายประเทศ

 

3.4  ความแตกต่างของกฎหมาย…/

3.4 ความแตกต่างของกฎหมายจะนำไปสู่ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตการให้ความคุ้มครอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการตัดสินใจในเชิงธุรกิจได้

นายสุรศักดิ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าสินค้าที่มักจะถูกละเมิดลักษณะผลิตเลียนแบบสินค้า  ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของตลาด  ในส่วนของสินค้าไทยที่เริ่มติดตลาดใน EU ได้แก่ เครื่องสุขภัณฑ์  เครื่องเรือน  และอาหารกระป๋อง  ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะต้องระมัดระวังการละเมิดการผลิตสินค้าเลียนแบบทั้งจากคู่แข่งใน EU หรือจากประเทศที่สามที่ส่งสินค้ามาจำหน่ายใน EU  เช่น จีน และเวียดนาม  เป็นต้น   ทั้งนี้ ไทยส่งออกเครื่องสุขภัณฑ์ไป EU โดยเฉลี่ย (2552-2554) มูลค่า 393 ล้านบาท /ปี   ปี 2555 (ม.ค.-ก.พ.) ส่งออกมูลค่า 49 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 32  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554 และส่งออกอาหารทะเลกระป๋อง โดยเฉลี่ย (2552-2554) มูลค่า 9,537     ล้านบาท/ปี   ปี 2555  (ม.ค.-ก.พ.) ส่งออกมูลค่า 2,003 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ   ปี 2554  

 

*******************************

แบ่งปัน

Facebook Twitter