70 ปี คต. กับการพัฒนาการค้าไทย

04 พฤษภาคม 2555 | ผู้ชม 1194 ครั้ง

70 ปี คต. กับการพัฒนาการค้าไทย

  นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานงานครบรอบวันสถาปนา 70 ปีกรมการค้าต่างประเทศ ว่า  ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าต่างประเทศ  ได้ดำเนินการบริหารจัดการการนำเข้า-ส่งออกสินค้าต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกลไกของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ  ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการและประชาชนจากการค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกกีดกันด้วยมาตรการที่ไม่เป็นธรรม   ปรับเปลี่ยน ยกเลิก แก้ไข กฎ ระเบียบต่าง ๆ  เพื่อให้สอดคล้องกับการค้าในปัจจุบันที่มีเปิดเสรีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น FTA รวมถึงการเข้าร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะเริ่มใช้ในปี 2558  ดังนี้

 ด้านบริหารจัดการสินค้าเกษตร

                   -  สินค้าข้าว  ในปี 2554  ยอดการส่งออกข้าวทั้งสิ้น 10.67 ล้านตัน  คิดเป็นมูลค่า 192,956 ล้านบาท  โดยกรมฯ ได้ดำเนินการจัดคณะผู้แทนเดินทางไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อส่งเสริมการตลาด รวมทั้งขยายความร่วมมือกับผู้ส่งออกข้าวด้วยกันทั้งเวียดนามและกัมพูชา

                   -  สินค้ามันสำปะหลัง มีการส่งออกมันสำปะหลังจำนวน 6.87 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 79,513 ล้านบาท ซึ่งกรมฯ ได้จัดทำแผนงานด้านการค้าและการตลาด โดยให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำ (เกษตรกร)  จนถึงปลายน้ำ (ผู้ส่งออก/ผู้ใช้)  ส่งผลให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเติบโตอย่างยั่งยืน

 ด้านอำนวยความสะดวกและพัฒนาระบบการให้บริการ   กรมฯ ได้ให้บริการออกหนังสือสำคัญนำเข้า-ส่งออก ในปี 2554   จำนวน 1.06 ล้านฉบับ  เพื่อรองรับและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างทั่วถึง จึงได้พัฒนาระบบอิเล็คทรอนิกส์ (IT)  พร้อมกับยกระดับคุณภาพให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล (ISO) และเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมศุลกากร  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า    เพื่อลดปัญหา อุปสรรค  ขั้นตอน และวิธีการต่าง ๆ ให้เกิดความรวดเร็ว  สะดวกและประหยัด

 ด้านการปกป้องรักษาผลประโยชน์และแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า  แก้ไขปัญหาทางการค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม โดยใช้มาตรการต่าง ๆ   เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD : Anti-Dumping)  มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD : Countervailing Duty)  และมาตรการปกป้องการนำเข้า

สินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguards) รวมทั้งการกำกับ ดูแล ป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า (Anti-Circumvention)  และกำกับดูแลการส่งออกภายใต้ระบบ  Self-Certification

สำหรับการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า  กรมฯ ได้ประสบความสำเร็จในการเจรจาให้สหภาพยุโรปเปิดตลาดนำเข้าเนื้อไก่สดได้ตามปกติ  ซึ่งจะช่วยนำเงินตราเข้าประเทศได้ถึงปีละกว่า 10,000 ล้านบาท  รวมทั้งจะได้มีการผลักดันเพื่อให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้พิจารณาเปิดตลาดนำเข้าไก่สดด้วยเช่นเดียวกัน

 ด้านการส่งเสริมการค้าชายแดนและภูมิภาค  ได้ส่งเสริมการค้าชายแดน และการค้าภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและอนุภูมิภาคกับประเทศเพื่อนบ้านทำให้ในปี 2554 การค้าชายแดนมีมูลค่า 899,783 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 23.15

          สำหรับโครงการ Contract Farming เพื่อให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน  ครม. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ  ในแผนการลงทุนและแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งจะได้เร่งดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้  ยังได้ส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ  เช่น  ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP)   สิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (GSTP)  ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA)  และความตกลงการค้าเสรี (FTA)  เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศให้สูงขึ้น  และจากการเปิดเสรีทางการค้าซึ่งส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการบางกลุ่ม ทำให้จำเป็นต้องได้รับการเยียวยาเพื่อปรับตัวให้สามารถดำเนินการแข่งขันกับต่างประเทศได้  โดยได้รับความช่วยเหลือแล้วหลายสินค้า   ยกตัวอย่างเช่น  ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยและกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ได้รับผลจากความตกลงการค้าเสรีกับประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ที่มีพันธกรณีในการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์นมอย่างเสรี  กรมฯ ได้ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือด้วยการสร้างความเชื่อมั่นในการบริโภคนมโคสดแท้ 100%   โดยสร้างเครื่องหมายรับรองคุณภาพ โบทอง  และพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมโคสดแท้ 100% ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมภายใต้เครื่องหมายการค้า “Smile Milk”  และยังมีสินค้าที่ได้รับผลกระทบและได้รับความช่วยเหลือแล้ว  ได้แก่ ปลาน้ำจืด  ส้ม  ลิ้นจี่ โคเนื้อ โคนม  สับปะรด  ยาสมุนไพร  เครื่องหนัง  เป็นต้น     

นายบุญทรง ได้กล่าวเพิ่มเติมต่อไปว่า ในวันนี้ยังได้เป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อเตรียมความให้แก่นักวิชาชีพบัญชีและผู้ประกอบการในการก้าวสู่ AEC  ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ   มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  และสมาคมสำนักงานบัญชีไทย  โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวจะจัดให้มีการอบรมหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง และในเบื้องต้น 3 หลักสูตร คือ   1. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับบทบาทของนักบัญชีไทย   2.  เจาะลึกถิ่นกำเนิดสินค้ากับสิทธิการลดหย่อนภาษี  และหลักสูตรที่ 3 มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 20 กับหลักเกณฑ์ AD/CVD และ SG  เพื่อให้นักบัญชีและผู้ประกอบการเข้าใจถึงการใช้ประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศ ประกอบกับข้อมูลทางบัญชีและการเงิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดอาเซียน  ตลอดจนเป็นแนวทางให้สถาบันการศึกษานำไปปรับใช้กับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีและเสริมองค์ความรู้ในหลักสูตรการศึกษาวิชาชีพบัญชีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจต่อไป 

จากสภาพภูมิประเทศและศักยภาพด้านต่าง ๆ  ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการค้า-การลงทุนของ AEC  ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ จึงได้มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการเชิงรุกโดยใช้ประโยชน์จาก AEC คือ รุกเข้าไปบริหารจัดการสินค้าเกษตร เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นแหล่งอาหารของภูมิภาคและของโลก  พร้อมยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน  เพื่อสร้างมูลค่าการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านให้เจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมการค้าที่ต้องคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมและการดูแลสังคม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ถูกหยิบยกมาใช้ในเวทีโลกมากขึ้น เพราะการค้าระหว่างประเทศไม่เคยหยุดนิ่ง  กระทรวงพาณิชย์ขอให้คำมั่นว่า จะทำหน้าที่ปกป้องเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในเวทีการค้าโลกได้อย่างยั่งยืน”  นายบุญทรงกล่าวในท้ายที่สุด

****************************     

แบ่งปัน

Facebook Twitter