อียูปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับการติดฉลากน้ำผลไม้และผลิตภัณฑ์
19 มิถุนายน 2555 | ผู้ชม 233 ครั้ง
อียูปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับการติดฉลากน้ำผลไม้และผลิตภัณฑ์
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2555 สหภาพยุโรป (EU)ได้ประกาศ Directive 2012/12/EUแก้ไข Directive 2001/112/EC เพื่อปรับปรุงข้อกำหนดการติดฉลากน้ำผลไม้และผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิต การใช้ส่วนผสม ป้องกันความเข้าใจผิดของผู้บริโภคเกี่ยวกับข้อมูลที่ระบุบนฉลาก และสอดคล้องกับมาตรฐานโคเด็กซ์ สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. กำหนดคำนิยามการเรียกชื่อและลักษณะสินค้าของน้ำผลไม้ประเภท (1) Fruit juice, Fruit juice from concentrate (2) Concentrated fruit juice (3) Water extracted fruit juice (4) Dehydrated/powdered fruit juice และ (5) Fruit nectar (ภาคผนวก I) และต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และข้อปฎิบัติทั่วไปเกี่ยวกับอาหารที่กำหนดขึ้นโดยหน่วยงาน European Food Safety Authority (EFSA)
2. ไม่อนุญาตให้ใช้น้ำตาลผสมในน้ำผลไม้ทุกชนิด และไม่ให้ระบุข้อความ “with no added sugars” บนฉลาก ทั้งนี้ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค โดยตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2558 ให้ระบุว่า “no fruit juices contain added sugars” บนฉลากสินค้าน้ำผลไม้ตามข้อ 1 ประเภทที่ 1 – 4
3. ฉลากผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ซึ่งผลิตจากผลไม้ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป จะต้องระบุชื่อของผลไม้ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต (ยกเว้น การใช้มะนาวหรือน้ำมะนาวเพื่อให้เกิดรสเปรี้ยว ในปริมาณไม่เกิน 3 กรัม/ลิตร) โดยให้ระบุปริมาณส่วนประกอบของน้ำผลไม้หรือเนื้อผลไม้จากมากไปน้อย หากมีส่วนประกอบของผลไม้ตั้งแต่ 3 ชนิดขึ้นไป อาจใช้คำว่า “several fruit” หรือคำอื่นใดที่มีความหมายใกล้เคียง
4. ฉลากผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ประเภท Concentrated fruit juice ต้องระบุปริมาณของน้ำมะนาวหรือสารปรับความเป็นกรด (Acidifying agents) บนบรรจุภัณฑ์ หรือบนฉลาก หรือเอกสารที่แนบมาในบรรจุภัณฑ์ ตามระเบียบ Regulation (EC) No 1333/2008
5. การเพิ่มคุณค่าอาหารด้วยวิตามินและเกลือแร่ในผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ให้เป็นไปตามระเบียบ Regulation (EC) No 1925/2006
6. ไม่อนุญาตให้เติมน้ำตาลในน้ำผลไม้ประเภท “fruit nectars” และหากน้ำตาลเกิดจากธรรมชาติของ fruit nectar จะต้องระบุบนฉลากว่า “contains naturally occurring sugars”
7. การใช้สาร Enzyme preparations , สาร Chemical inert filtration aids and precipitation agents และ สาร Chemical inert adsorption aids ให้เป็นไปตามระเบียบ Regulation (EC) No 1332/2008 และ Regulation (EC) No 1935/2004 ตามลำดับ
นายสุรศักดิ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2555 อย่างไรก็ดี EU ผ่อนผันให้สินค้าที่ปฏิบัติตามระเบียบเดิม (Directive 2001/112/EC) ซึ่งวางจำหน่ายก่อนวันที่ 28 ตุลาคม 2556 สามารถวางจำหน่ายได้จนถึงวันที่ 28 เมษายน 2558 ทั้งนี้ ไทยส่งออกน้ำผลไม้ไป EUเฉลี่ย (2552-2554) มูลค่า 4,434 ล้านบาท ปี 2555 (ม.ค.-เม.ย.) ส่งออกมูลค่า 1,145 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554 ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2012:115:0001:0011:EN:PDF
****************************
19 มิถุนายน 2555
ที่มา : Official Journal of the European Union, April 27 2012, L 115/1