อียูออกระเบียบต่ออายุสารเคมีที่อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช

18 ตุลาคม 2555 | ผู้ชม 468 ครั้ง

อียูออกระเบียบต่ออายุสารเคมีที่อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช

  นายสุรศักดิ์  เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สหภาพยุโรป (EU)ได้ออก Commission Regulation (EU) No 823/2012 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2555 เพื่อแก้ไข Annex ของ  Commission Implementing Regulation (EU) No 540/2011 โดยต่ออายุรายการสารเคมีที่สหภาพยุโรปโดย the Standing Committee on the Food Chain and Animal Health อนุญาตในการนำมาใช้เป็นสารประกอบ (Active Substances) ใน Plant Protection Products หรือผลิตภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ดังนี้

                    1. สารเคมีที่ขยายช่วงเวลาที่ใช้ได้จนถึง 31 กรกฎาคม 2559

                       - ethofumesate, imazamox, oxasulfuron, ethoxysulfuron, foramsulfuron, oxadiargyl, cyazofamid, linuron, pendimethalin, trifloxystrobin, carfentraazone ethyl, mesotrione, fenamidone, isoxaflutole และ warfarin

                    2. สารเคมีที่ขยายช่วงเวลาที่ใช้ได้จนถึง 31 ตุลาคม 2559

                        - deltamethrin, 2,4-DB, beta-cyfluthrin, cyfluthrin, iprodione, maleichydrazide, flurtamone, flufenacet, iodosulfuron, dimethenamid-P, picoxystrobin, fosthiazate, silthiofam, และ Coniothyrium minitans Strain CON/M/91-08 (DSM 9660)

                    3. สารเคมีที่ขยายช่วงเวลาที่ใช้ได้จนถึง 31 มกราคม 2560

          - propineb, propyzamide, mecoprop, mecoprop-P, propiconazole, mesosulfuron, propoxycarbazone, zoxamide, benzoic acid, flazasufuron และ pyraclostrobin

                    ทั้งนี้ ปริมาณสารเคมีที่อนุญาตให้ใช้และข้อกำหนดในการนำมาใช้ยังคงเป็นไปตาม Commission Implementing Regulation (EU) No 540/2011 ซึ่งสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก http://eur-lex.europa.eu/

นายสุรศักดิ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงปี 2552-2554 การส่งออกพืชผักผลไม้ (สินค้ากสิกรรม) จากไทยไปยัง EU ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจาก 829.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2552 เป็น 1,712.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2554 และในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2555 การส่งออกสินค้าดังกล่าวมีมูลค่า 630.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 44.7 ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดของ EU ต่อสินค้านำเข้า ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยจึงควรระมัดระวังในการรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าให้สอดคล้องต่อระเบียบของทาง EU เพื่อลดอุปสรรคในการส่งออกสินค้าต่อไป

*******************************

ที่มา :      1. Official Journal of the European Union, L 250/13, 14 September 2012

            2. Official Journal of the European Union, L 153/1, 25 May 2011

            3. www.moc.go.th

แบ่งปัน

Facebook Twitter