สาธารณรัฐประชาชนจีนมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีพลวัตรสูง และเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ (economic powerhouse) ของภูมิภาคและของโลกด้วยอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ ๑๐ ต่อปี มีการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดด ทำให้ปัจจุบันจีนได้เข้าไปมีบทบาทในเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของโลก รองจาก สหรัฐฯ และญี่ปุ่น และมีเงินทุนสำรองที่มากที่สุดในโลก (ประมาณ ๓ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ทำให้จีนเป็นส่วนสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก เพราะวันนี้จีนไม่ได้เป็นเพียงโรงงานของโลกเท่านั้น แต่จีนยังเป็นตลาดของโลก ด้วยจำนวนประชากรกว่า ๑,๓๐๐ ล้านคน ซึ่งส่วนหนึ่งมีกำลังซื้อระดับโลกซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการช่วยพยุงเศรษฐกิจของทั้งโลกที่กำลังประสบวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้ ในขณะที่การเมืองภายในของจีนกำลังจะเปลี่ยนผ่านผู้นำในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ นำมาซึ่งความห่วงกังวลและโอกาส โดยเฉพาะด้านการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจการค้าและการลงทุน
๑. การดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้คณะผู้นำจีนชุดใหม่(รุ่นที่ ๕) การเมืองภายในของจีนกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้นำจีนชุดใหม่จากรุ่นที่ ๔ ไปยังรุ่น ที่ ๕ ในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ ๑๘ ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ที่ค่อนข้างแน่นอนว่า นายสี จิ้นผิง จะรับตำแหน่งประธานาธิบดีต่อ นายหู จิ่นเทา อย่างเป็นทางการ ในเดือนมีนาคม ๒๕๕๖ ซึ่งคาดว่าจีนยังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีความสำคัญต่อจีนทั้งในด้านการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคมวัฒนธรรม ที่จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทของจีนในเวทีโลก ทำให้จีนต้องดำเนินงานด้านการต่างประเทศที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้าใจ เชื่อใจ ไว้วางใจ และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน ภายใต้การดำเนินนโยบายปกป้องผลประโยชน์ของจีนควบคู่กับการสร้างความไว้ใจให้กับประเทศในภูมิภาคนี้ที่มีต่อจีน โดยแบ่งเป็น ๒ ด้าน ดังนี้
- ด้านการเมืองความมั่นคง
(๑) จีนจะดำเนินนโยบายแบบ Soft Power ในลักษณะของการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่กองทัพประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อการกระชับความสัมพันธ์ นอกเหนือจากการส่งเสริมความร่วมมือทางทหารที่ได้กระทำอยู่แล้ว อาทิเช่น กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้สนับสนุนเรือเร็วให้แก่กองทัพไทย จำนวน ๒๐ ลำ โดยมีการลงนามในความตกลงว่าด้วยการมอบ สิ่งอุปกรณ์แบบให้เปล่าเพื่อบรรเทาอุทกภัยในระหว่างที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทยเยือนจีน เมื่อวันที่ ๒๐-๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔
(๒) ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางทหารกับกองทัพประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ในระดับทวิภาคี โดยส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำกองทัพและขยายขอบเขตการเยือนลงสู่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการและระดับล่างให้มากขึ้น ลงนามความตกลงร่วมมือทางทหารในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการขยายความร่วมมือไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตัวอย่างเช่น โครงการวิจัยและพัฒนาจรวด เพื่อความมั่นคงภายใต้นโยบายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างกระทรวงกลาโหมไทยกับกระทรวงกลาโหมจีน เป็นต้น
(๓) ส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงในกรอบพหุภาคีในภูมิภาคของ ASEAN โดยจีนจะขยายขอบเขตการปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนให้ครอบคลุมความร่วมมือทางทหารที่สามารถปฏิบัติได้ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ การรักษาความมั่นคงทางทะเล การต่อต้านการก่อการร้าย และการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ
- ด้านเศรษฐกิจ
(๑) จากการที่จีนก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๑ ของอาเซียนในปี ๒๕๕๔ ด้วยมูลค่าการค้าสูงถึง ๓๖๒.๓ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๓ ร้อยละ ๒๓.๗ ขยายตัวเพิ่มขึ้น ๔๕ เท่า นับจากปี ๒๕๓๔ ที่จีนสถาปนาเป็นคู่เจรจา (Dialogue Partner) ของอาเซียน ในขณะที่อาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๓ ของจีนรองจากสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ทำให้จีนยังคงนโยบายส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน-จีน และตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกันเป็น ๕ แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนใหม่จากจีนในภูมิภาคเป็น ๑ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ๒๕๕๘
(๒) จีนคาดหวังและสนับสนุนให้ประชาคมอาเซียนดำเนินการข้อตกลงเอฟทีเอ ในรูปแบบที่หลากหลาย ปรับปรุงด้านการเปิดเสรี และการอำนวยความสะดวกสำหรับการค้าและการลงทุนมากขึ้น สนับสนุนภาคสินค้านำเข้า-ส่งออกอย่างเหมาะสม โดยใช้การเปิดประเทศ ความร่วมมือ ความเท่าเทียม และผลประโยชน์ร่วมกัน ด้วยการที่จีนและอาเซียนต้องผนึกกำลังกันมากยิ่งขึ้นเพื่อพัฒนาเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการรวมกลุ่มและความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่มีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง ทั้งนี้แม้เพิ่งได้จัดตั้งเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เป็นระยะเวลาไม่ถึง ๓ ปี แต่ก็มีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะครอบคลุมความเป็นอยู่ของประชาชนกว่า ๒ พันล้านคน โดยปัจจุบันจีนได้เปิดศูนย์กลางการค้าสินค้าโภคภัณฑ์จีน-อาเซียนในเมืองหนานหนิง มณฑลกว่างซี และเมืองอี้อู มณฑลเจ้อเจียง เพื่อเป็นช่องทางใหม่สำหรับบริษัทจากประเทศอาเซียน สามารถใช้ในการส่งเสริมสินค้าและเข้ามาเพิ่ม ส่วนแบ่งในตลาดจีนได้ เพื่อบรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้าระหว่างกันที่ ๕ แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ได้ภายในปี ๒๕๕๘ ตามที่ได้กำหนดไว้
๒. บทบาทของไทยในการปฏิบัติหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – จีน ไทยจะปฏิบัติหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน - จีน เป็นระยะเวลา ๓ ปี (ปลาย ก.ค. ๒๕๕๕ – ก.ค. ๒๕๕๘) สืบต่อจากเวียดนาม ซึ่งไทยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับจีนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นในทุกๆด้าน โดยเฉพาะความร่วมมือใน ๑๑ สาขาหลัก ได้แก่ (๑) การเกษตร (๒) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT (๓)การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (๔) การพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง (๕) การลงทุน (๖) พลังงาน (๗) การขนส่ง (๘) วัฒนธรรม (๙) สาธารณสุข (๑๐) การท่องเที่ยว และ(๑๑) สิ่งแวดล้อม เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศในภูมิภาค รวมทั้งมุ่งส่งเสริม ๓ ประเด็นหลัก ได้แก่การสร้างประชาคม (community) การส่งเสริมความเชื่อมโยง (connectivity) และการจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct) โดยมีความคืบหน้าในการปฏิบัติหน้าที่ดังนี้
- ด้านการเมืองความมั่นคง ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การแก้ไขข้อพิพาทในทะเลจีนใต้อย่างสันติวิธี ที่ปัจจุบันเป็นความขัดแย้งระหว่างจีน ไต้หวัน และ ๔ ประเทศสมาชิกอาเซียน ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ที่โดดเด่นคือ หมู่เกาะสแปรตลีย์ และหมู่เกาะพาราเซล ส่วนที่เหลือเป็นเกาะแก่งหินโสโครกขนาดเล็ก เช่น เกาะสการ์โบโรจ์ ที่จีนเรียกเกาะหวงเหยียน (Huangyan) และกำลังเป็นปัญหากับฟิลิปปินส์ รวมทั้งกรณีข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่นเรื่องหมู่เกาะที่จีนเรียกว่า Diaoyu และญี่ปุ่นเรียก Senkakuซึ่งกำลังเป็นปัญหาในขณะนี้เช่นกัน ด้วยการดำเนินการตามปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea: DoC) ควบคู่กับการเจรจาเพื่อบรรลุแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct – COC) เพื่อให้การแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างยั่งยืน เนื่องจากในความสัมพันธ์อาเซียน-จีน นั้น ยังมีเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกันอีกมาก และไม่ควรปล่อยให้ประเด็นปัญหาทะเลจีนใต้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในภาพรวม พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทาง การขยายความร่วมมือเพื่อรับมือกับปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ อาทิ การจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (ภาวะโลกร้อน)
- ด้านเศรษฐกิจ
(๑) ส่งเสริมความเชื่อมโยงในอาเซียนและการเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุน โดยสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน และยินดีต่อการเปิดศูนย์อาเซียน – จีน ณ กรุงปักกิ่ง อย่างเป็นทางการ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน – จีน ครั้งที่ ๑๔ เมื่อเดือน พ.ย. ๒๕๕๔ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การศึกษา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน ตลอดจนเป็นศูนย์บริการข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับอาเซียน-จีน
(๒) สนับสนุนบทบาทของจีนในการสนับสนุนการปฏิบัติตามแผนแม่บทว่าด้วยการเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (Master Plan on ASEAN Connectivity: MPAC) ซึ่งเป็นแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงด้านสินค้า บริการ ทุน และแรงงานระหว่างกัน ในการเอื้อต่อการบรรลุผล ในด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม เพื่อการไปสู่วิสัยทัศน์ของการเป็นประชาคมอาเซียนอย่างแท้จริง และความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกลไกการประสานงานระหว่างจีนกับ ASEAN Connectivity Coordinating Committee (ACCC) ซึ่งเป็นคณะกรรมการประสานงานการเชื่อมโยงระหว่างกันในภูมิภาคอาเซียนที่มีหน้าที่ผลักดันและเร่งรัดให้มีการดำเนินการตามแผนแม่บทดังกล่าว
(๓) สนับสนุนความร่วมมืออาเซียนกับจีนเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจในการจัดตั้งศูนย์ ASEAN-China FTA Business Portalซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ ของความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ข้อมูลผู้ประกอบการในสาขาต่างๆ รวมถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ภายใต้ความตกลงฯ และในอนาคตจะพัฒนาไปสู่การค้าในลักษณะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ต่อไป ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสนับสนุนการขยายตัวทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียน-จีน เพิ่มมากขึ้น โดยโครงการดังกล่าวแต่ละประเทศสมาชิกจะรวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมการค้าของประเทศตนกับจีน และนำส่งให้ฝ่ายเลขานุการคณะทำงาน (ASEC) ในวันที่ ๒๘ ของทุกเดือน โดยในส่วนของไทยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแลการปรับปรุงข้อมูลที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้าจากการเปิดเสรีอาเซียน – จีน
*****************************************