อินโดฯ ไฟเขียวอนุมัติโควตานำเข้าหอมแดงจากไทย
21 มีนาคม 2556 | ผู้ชม 867 ครั้ง
อินโดฯ ไฟเขียวอนุมัติโควตานำเข้าหอมแดงจากไทย
ผู้ส่งออกไทยยิ้มรับข่าวดี กระทรวงเกษตรอินโดนีเซียอนุมัติโควตานำเข้าสินค้าหอมแดงจากไทยแล้ว
นางปราณี ศิริพันธ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556 อินโดนีเซียได้ประกาศผลการพิจารณาโควตานำเข้าสินค้าผักผลไม้จากไทยแล้วตามคาด หลังจากที่ฝ่ายไทยได้เจรจาเพื่อผลักดันและเร่งรัดผลการพิจารณามาอย่างต่อเนื่องเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ ผ่านมา
จากผลการพิจาณาจัดสรรโควตาดังกล่าว อินโดนีเซียอนุมัติโควตานำเข้าหอมแดงสำหรับช่วงครึ่ง ปีแรกหรือ ตั้งแต่บัดนี้จนถึงเดือนมิถุนายน 2556 รวมทั้งสิ้น 60,000 ตันหรือประมาณ 2,142 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยคาดว่ามี 3 ประเทศหลัก คือ ไทย อินเดีย และฟิลิปปินส์ ที่ได้รับการอนุมัติโควตานำเข้าหอมแดงในครั้งนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ไทยจะได้รับการจัดสรรโควตนำเข้ามากที่สุด เพราะเป็นผู้ส่งออกหอมแดงไปยังอินโดนีเซียรายใหญ่ที่สุด อย่างไรก็ดี โควตานำเข้าสำหรับผักผลไม้ชนิดอื่น ๆ กำลังทยอยประกาศผลออกมาอย่างต่อเนื่องภายในเดือนมีนาคมนี้
โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ผู้นำเข้าอินโดนีเซียจะต้องนำหนังสือรับรองการจัดสรรโควตาที่ได้รับจากกระทรวงเกษตรอินโดนีเซียไปยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าจากกระทรวงการค้าอินโดนีเซียก็จะสามารถนำเข้าสินค้าได้ ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 5 วันทำการหากยื่นเอกสารหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยควรเร่งดำเนินการติดต่อผู้นำเข้าอินโดนีเซียเพื่อทำความเข้าใจและเตรียมเอกสารประกอบการนำเข้าให้ครบถ้วนตามกฎระเบียบนำเข้าใหม่ของอินโดนีเซีย เพื่อลดปัญหาสินค้าติดค้าง ณ ท่าเรือนำเข้า ทั้งนี้ มีผู้นำเข้าหอมแดงรายใหญ่ 4- 5 รายในอินโดนีเซียยินดีที่จะรับซื้อหอมแดงจากไทยแล้วอย่างน้อย 200 ตู้หรือประมาณ 6,000 ตัน อย่างแน่นอน
นางปราณี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้สินค้าผักผลไม้ไทยหลายรายการจะได้รับการจัดสรรโควตานำเข้าแล้ว แต่ทุเรียนสดของไทยยังต้องรอลุ้นต่อไป ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเต็มที่ รวมทั้งร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยเพื่อเร่งผลักดันผลการพิจารณาจัดทำความตกลงยอมรับร่วมกับอินโดนีเซีย (Mutual Recognition Agreement: MRA) ให้สินค้าเกษตรจากไทยที่ผ่านการรับรองระบบการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐานสากล สามารถนำเข้าที่ท่าเรือ Tanjung Priok ในจาการ์ตาได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและระยะทางการขนส่งสินค้าเกษตรของไทยเพื่อลดปัญหาสินค้าเสียหายและเน่าเสีย
*********************************