นโยบายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือของสหภาพยุโรป

18 กรกฎาคม 2556 | ผู้ชม 905 ครั้ง

นโยบายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือของสหภาพยุโรป

  นายทิฆัมพร  นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28  มิถุนายน     พ.ศ. 2556 สหภาพยุโรปมีนโยบายลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือ    โดยจะกำหนดให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเรือขนาดใหญ่ (เจ้าของเรือ) ที่มีเรือเข้าและออกจากท่าเรือของกลุ่มสหภาพยุโรปต้องจัดส่งรายงานประจำปีเกี่ยวกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยจะเริ่มกำหนดให้มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2561

  ปัจจุบัน สหภาพยุโรปได้กำหนดแผนการที่ชัดเจนต่อการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือทางระบบเฝ้าระวัง ซึ่งได้สร้างความตระหนักให้อุตสาหกรรมดังกล่าวคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมร่วมกับเศรษฐกิจ กระตุ้นให้เจ้าของเรือลดปริมาณการปล่อยก๊าซฯ นโยบายนี้สอดรับกับแถลงการณ์ล่าสุด ได้แก่ มาตรการการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ และมาตรการทางการค้าต่าง ๆ ตามที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization) ได้มีการหารือปัจจุบัน

  การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ประกอบกับการหมั่นรายงานและตรวจสอบปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยสหภาพยุโรปนั้นถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ทางเวทีหารือต่าง ๆ สหภาพยุโรปและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกควรตื่นตัว เพื่อให้ทางภาคธุรกิจหันมาใส่ใจลดการปล่อยก๊าซดังกล่าวมากขึ้น

  การริเริ่มมาตรการนี้จะเป็นการสร้างกรอบด้านกฎหมายภายในสหภาพยุโรป ทำให้สหภาพยุโรปได้รับข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ โดยสามารถตีพิมพ์ข้อมูลดังกล่าวเป็นสถิติประจำปี ว่าในแต่ละปีนั้น เรือขนาดใหญ่ทุกลำ (ขนาดมากกว่า 5,000 ตันกรอส) ที่ได้เข้าและออกจากท่าเรือภายในกลุ่มสหภาพยุโรปมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นจำนวนเท่าไร โดยไม่คำนึงถึงที่มาการจดทะเบียนเรือแต่ละลำ เจ้าของเรือขนาดใหญ่ที่มีเรือเข้าและออกท่าเรือภายในกลุ่มสหภาพยุโรป จึงต้องหมั่นตรวจสอบเรือและรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกต้อง นอกจากนั้น ยังอาจมีเอกสารประกอบอื่น ๆ แนบอีก ดังเช่นข้อมูลที่กำหนดค่าประสิทธิภาพพลังงานของเรือ มาตรการนี้ ได้เสนอให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป

  

ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออก.../

ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหภาพยุโรปเฉลี่ยปีละกว่า 700,000 ล้านบาท    (ปี พ.ศ. 2553-2555) อย่างไรก็ดี การออกมาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยต่อการปรับตัวด้านต้นทุนการขนส่งสินค้าสูงขึ้น และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือ (เจ้าของเรือ)   ในด้านการบำรุงรักษาและการปรับปรุงอุปกรณ์โครงสร้างเรือหรือเครื่องจักรเรือได้ ดังนั้น จึงควรติดตามความเคลื่อนไหวของมาตรการดังกล่าวอย่างใกล้ชิดหรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://ec.europa.eu/clima/news/articles/news_2013062801_en.htm

 ******************************

18  กรกฎาคม  2556

แบ่งปัน

Facebook Twitter