สหรัฐฯ ประกาศใช้ฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับรถที่ผลิตใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ.๒๐๑๓

16 สิงหาคม 2556 | ผู้ชม 120 ครั้ง

สหรัฐฯ ประกาศใช้ฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับรถที่ผลิตใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ.๒๐๑๓

  นายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า หน่วยงาน Environmental Protection Agency (EPA) ซึ่งเป็นสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ ร่วมกับ U.S. Department of Transportation (DOT) หรือกระทรวงคมนาคมของสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้ฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเล็กทุกรุ่นที่ผลิตใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยมีผลบังคับใช้ในรถประเภทที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล รวมถึงรถยนต์ที่มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Cars) รถปลั๊กอินไฮบริด (Plug-In Hybrid Cars) รถเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Vehicles) และรถยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติ (CNG) ดังรูป

                                      

                          รูป. ๑                               รูป. ๒                              รูป. ๓

  ฉลากรูปแบบใหม่นี้แบ่งตามรูปแบบการใช้พลังงานของรถเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ๑. ฉลากติดรถที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล ๒. ฉลากติดรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Cars) ๓. ฉลากติดรถปลั๊กอินไฮบริด (Plug-In Hybrid Cars) (ดังรูป ๑-๓ ตามลำดับ) ซึ่งเนื้อหาภายในฉลากจะให้ข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์เพื่อผู้บริโภคในการประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อรถ เช่น ศักยภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงเมื่อเทียบกับยานพาหนะรุ่นอื่นๆในประเภทรถเดียวกัน ระยะทางที่รถสามารถวิ่งได้ต่อน้ำมัน ๑ แกลลอน ปริมาณการใช้น้ำมันต่อระยะทาง ๑๐๐ ไมล์ รหัสคิวอาร์ (QR Code) สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟน โดยผู้บริโภคสามารถสแกนรหัสดังกล่าวและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับรถประเภทอื่นๆ นอกจากนั้นฉลากยังได้แสดงข้อมูลรถยนต์ที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อระยะทางวิ่ง ๑ ไมล์ ปริมาณการปล่อยควันในปริมาณที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ   สำหรับฉลากติดรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Cars) และฉลากติดรถปลั๊กอินไฮบริด (Plug-In Hybrid Cars) จะแสดงข้อมูลเพิ่มเติม เช่น เวลาที่ใช้ในการชาร์ตรถยนต์ไฟฟ้า และรายละเอียดของระบบรถยนต์

  การพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเล็กทุกรุ่นที่ผลิตใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ของสหรัฐฯ บ่งชี้ให้เห็นถึงความพร้อมในการเพิ่มขีดความสามารถในการใช้พลังงานทดแทนและส่งเสริมให้ประชาชนชาวสหรัฐฯตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ผู้บริโภคสามารถใช้ข้อมูลที่ได้รับเลือกซื้อรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ในส่วนของผู้ผลิต จะเป็นการเร่งกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตรถยนต์โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ ซึ่งจะสอดคล้องกับกระแสการค้าโลกที่มิได้เพียงแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายถึงการมุ่งมั่นรักษาทรัพยากรธรรมชาติด้วย

 นายทิฆัมพรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า  .../ 

นายทิฆัมพรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาเฉลี่ยปีละกว่า ๓๒,๔๙๐ ล้านบาท (ปี พ.ศ. 2553-2555) ผู้ประกอบการไทยควรติดตามความเคลื่อนไหวของประกาศดังกล่าวอย่างใกล้ชิดหรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่http://www.epa.gov/carlabel/420f11017.pdf

 

******************************

๑๖  สิงหาคม  2556

แบ่งปัน

Facebook Twitter