รัฐบาลจีนวางแผนเพื่อลดมลพิษทางอากาศโดยจำกัดการใช้ถ่านหินและรถยนต์ที่ปล่อยมลภาวะ
07 ตุลาคม 2556 | ผู้ชม 258 ครั้ง
รัฐบาลจีนวางแผนเพื่อลดมลพิษทางอากาศโดยจำกัดการใช้ถ่านหินและรถยนต์ที่ปล่อยมลภาวะ
นายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้วางแผนเพื่อลดมลพิษทางอากาศ โดยจำกัดการใช้ถ่านหินและรถยนต์ที่ปล่อยมลภาวะ เพื่อพัฒนาคุณภาพอากาศภายในระยะเวลา ๕ ปี รวมถึงจะพิจารณาการเก็บภาษีก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นถึง ๓๐% ซึ่งเกิดจากอุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมเหล็กกล้า อุตสาหกรรมซีเมนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และมลพิษจากยานพาหนะที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง
แผนดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นภารกิจเร่งด่วน เนื่องจากจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก ในปี 2553 มีชาวจีนเป็นจำนวนถึง 1.2 ล้านคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลภาวะทางอากาศนอกจากนั้น จีนยังถือว่าเป็นประเทศที่ประกอบอุตสาหกรรมถ่านหินมากที่สุด ส่งผลให้เกิดการปล่อยมลพิษอยู่ในระดับที่สูงมากด้วยเช่นกัน รัฐบาลจึงได้ตั้งเป้าหมายลดฝุ่นละอองในบรรยากาศ(particulate matter) ลง ๒๕% ใน ๓ เขต (กรุงปักกิ่ง มณฑลเทียนจิน และมณฑลเหอเป่ย) ๒๐% บริเวณเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี และ ๑๕% ในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล โดยจะเปรียบเทียบกับค่าฝุ่นละอองเมื่อปี ๒๕๕๕ ส่วนเขตหรือมณฑลอื่น ๆ ได้ตั้งเป้าหมายลดฝุ่นละอองในบรรยากาศลง ๑๐%
แผนดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมนี้ยังรวมถึงมาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในยานพาหนะ โดยกำหนดให้ยานพาหนะทุกคันที่มีอัตราการปล่อยมลพิษสูงและไม่ได้มาตรฐานในการควบคุมมลพิษ ห้ามวิ่งตามท้องถนนทั่วประเทศภายในปี ๒๕๖๐ ยกเว้นพื้นที่ซึ่งมีมลพิษสูง เช่น กรุงปักกิ่ง มณฑลเทียนจิน มณฑลเหอเป่ย เป็นต้น จะห้ามรถยนต์ดังกล่าววิ่งภายในสิ้นปี ๒๕๕๘ ทั้งนี้ยานพาหนะที่มีอัตราการปล่อยมลพิษสูงมักเป็นรถบรรทุกสินค้าได้จดทะเบียนตั้งแต่ก่อนปี 2548 ซึ่งได้มีการติดสติ๊กเกอร์สีเหลืองที่บริเวณกระจกหน้ารถด้วย
นายทิฆัมพรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีสินค้าส่งออกไปยังประเทศจีน เฉลี่ยปีละกว่า ๗๖๖,๕๖๓ ล้านบาท (ปี พ.ศ. 2553-2555) ถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 1 ของไทย ขณะนี้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ ผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมเหล็กกล้า อุตสาหกรรมซีเมนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ควรริเริ่มวางแผนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสามารถปรับตัวได้ทันกับธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นในประเทศจีนในเวลาอันใกล้นี้
*******************************
7 ตุลาคม 2556