นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้แถลงนโยบายของกรมการค้าต่างประเทศ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2556 ว่า บทบาทและทิศทางของกรมการค้าต่างประเทศในอนาคต จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการค้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกระแสการเปิดเสรีทางการค้า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอย่างเช่น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตลอดจนมาตรการทางการค้าของประเทศต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนของไทย กรมการค้าต่างประเทศในฐานะองค์กรภาครัฐที่ดูแลรับผิดชอบในการบริหารจัดการการค้าระหว่างประเทศของไทย จึงกำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินงานให้สอดรับกับสถานการณ์ดังกล่าว ดังนี้
1. ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงทางการค้าที่เกิดขึ้น โดยต้องติดตามสถานการณ์และมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าทีเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าไปดำเนินการได้อย่างทันท่วงที
2. เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและอำนวยความสะดวกทางการค้าแก่ภาคการส่งออกและนำเข้าของไทย มุ่งเน้นพัฒนาการให้บริการและเชื่อมโยงข้อมูลการค้ากับภูมิภาคอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพ
3. จัดระเบียบและบริหารการส่งออกและนำเข้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งเป็นอำนาจตาม พ.ร.บ. การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 โดยให้ความสำคัญกับเกษตรกร ผู้บริโภค และผู้ประกอบการในประเทศ
4. ดำเนินการเชิงรุกในการส่งเสริมและแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า พร้อมทำหน้าที่ปกป้องและตอบโต้ทางการค้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทย
สำหรับปีงบประมาณ 2557 กรมการค้าต่างประเทศ มีงานเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ คือ การบริหารจัดการสินค้าเกษตรตามนโยบายรัฐบาลให้เกิดผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการระบายข้าวที่อยู่ใน สต๊อกของรัฐบาลในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายนี้
นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากงานเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ กรมการค้าต่างประเทศยังมีงานด้านการส่งเสริมการค้า ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรมการค้าต่างประเทศที่เป็นกลจักรสำคัญในการสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าทางการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าต่าง ๆ ที่ประเทศไทยมีอยู่ อาทิ GSP และ FTA เพราะระบบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ดังกล่าว จะสามารถช่วยลดต้นทุนในการส่งออกให้กับผู้ประกอบการของไทย และสร้างความได้เปรียบต่อสินค้าคู่แข่งจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ การส่งเสริมการค้าชายแดนให้ขยายตัวและมีความเข้มแข็ง เพราะการค้าชายแดนเป็นช่องทางการค้าที่สำคัญของไทย ในการที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ และการค้าชายแดนยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของไทย ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน ให้ได้ถึง 1 ล้านล้านบาทภายในปี 2556
นโยบายสำคัญอีกประการหนึ่งของกรมการค้าต่างประเทศ คือ การเป็นศูนย์กลางในการติดตาม ดูแล แก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนและรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคที่เกิดจากมาตรการ ที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) หรือ อุปสรรคการค้าในลักษณะอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย โดยเน้นการติดตามมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า เช่น Export Control, WEEE, REACH, RoHS เป็นต้น และทำหน้าที่เป็นศูนย์แจ้งเตือนภัย (Early Warning Center) ให้กับผู้ส่งออกและผู้ประกอบการของไทย ให้ปรับตัวได้ทัน สามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง ไม่เป็นอุปสรรคในการส่งออกและนำเข้าของไทย
ในด้านการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ มีเครื่องมือในการดำเนินการเพื่อคุ้มครองภาคการผลิตและผู้ประกอบการภายในประเทศ คือ การใช้มาตรการ AD / VCD / SG เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นและการทุ่มตลาดของสินค้าจากต่างประเทศ
และเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศมีกองทุน FTA ที่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยจะให้ความช่วยเหลือในทุกแง่มุมทั้งในด้านการศึกษาวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับสินค้าที่มาจากต่างประเทศได้
นายสุรศักดิ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ด้วยความพร้อมของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านการค้าต่างประเทศของกรมฯ ประกอบกับเครื่องมือที่ช่วยดำเนินการดังที่กล่าวมาแล้ว จะช่วยให้การดำเนินงานในตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศสำเร็จลุล่วงตามนโยบายที่ตั้งไว้ และจะช่วยส่งเสริมการค้าต่างประเทศของไทย ทั้งในด้านมูลค่าและปริมาณให้เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างแน่นอน ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการท่านใด มีปัญหาด้านการค้าต่างประเทศ ขอให้นึกถึง กรมการค้าต่างประเทศ โดยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ 1385 หรือ www.dft.go.th
*************************************