สรุปภาพรวมการดำเนินงานของกรมการค้าต่างประเทศปี 2556 และแผนการดำเนินงานปี 2557

26 ธันวาคม 2556 | ผู้ชม 817 ครั้ง

สรุปภาพรวมการดำเนินงานของกรมการค้าต่างประเทศปี 2556 และแผนการดำเนินงานปี 2557

  นายสุรศักดิ์  เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้แถลงผลการดำเนินงานของกรมการค้าต่างประเทศในฐานะองค์กรภาครัฐที่ดูแลรับผิดชอบในรอบปี 2556 ว่า กรมการค้าต่างประเทศในฐานะองค์กรภาครัฐที่ดูแลรับผิดชอบในการบริหารจัดการการค้าต่างประเทศ ของไทยได้เพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานในหลายด้านรับการเปลี่ยนแปลงการค้าของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทั้งในด้านการเปิดเสรีทางการค้า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ และอื่น ๆ โดยในปี 2556 กรมการค้าต่างประเทศมีภารกิจที่ดำเนินการสำคัญหลัก ๆ ดังนี้

1. ดำเนินการเชิงรุกในการส่งเสริมและแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า พร้อมทำหน้าที่ปกป้องและตอบโต้ทางการค้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทย

·  การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า

ในช่วง 9 เดือน ม.ค. – ก.ย. 2556 ไทยส่งออกภายใต้สิทธิประโยชน์ (GSP)ทุกระบบ
มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ถึงร้อยละ 1.12 โดยเฉพาะในตลาดส่งออกหลัก อาทิ สหภาพยุโรป สวิสเซอร์แลนด์ แคนาดา รัสเซียและเครืออิสระ (CIS) ซึ่งการใช้สิทธิ GSP ที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถการส่งออกของไทยได้มากขึ้น

สำหรับการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA ที่ไทยทำความตกลงกับประเทศและกลุ่มประเทศ มีมูลค่าสูงถึง 37,723.28 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 24.89 โดยสินค้าที่มีการขอใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA สูงสุด ดังนี้

สินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์ รถยนต์ เม็ดพลาสติก เครื่องยนต์ดีเซล

สินค้าเกษตร ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน เนื้อไก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกรามแช่แข็ง

                          โดยในปี 2556 กรมฯ ได้ให้บริการตรวจรับรองคุณสมบัติถิ่นกำเนิดสินค้า และออก

ใบรับรองผลการตรวจคุณสมบัติฯ เพื่อนำไปประกอบการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่จะใช้สิทธิพิเศษในการยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า ณ ประเทศปลายทางภายใต้ระบบสิทธิพิเศษต่าง ๆ  ได้แก่ GSP ATIGA GSTP  และ FTA  เกือบ 70,000 ฉบับ

ทั้งนี้ ในปี 2557 กรมฯ มีแนวทางส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์รองรับให้ผู้ประกอบการ เช่น การจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (Mobile Unit) ให้คำปรึกษา การสัมมนา และการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางเยือนประเทศต่าง ๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์

· ปกป้องและตอบโต้ทางการค้า

ในปี 2556 ไทยได้ทบทวนและไต่สวนเพื่อใช้มาตรการ AD/CVD/SG กับสินค้า และ

ประเทศ ดังนี้

กรดซิทริก ที่นำเข้าจากจีน

เหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วนและไม่เป็นม้วน นำเข้าจากจีน เวียดนาม และไต้หวัน

สินค้าเหล็กลวดคาร์บอนสูง นำเข้าจากจีน

· การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

       ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ Self – Certification ของอาเซียน      ตุลาคม 2555 – กันยายน 2556 มีผู้ส่งออกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกที่ได้รับสิทธิรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า   ด้วยตนเอง (Certified Exporter) ตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน จำนวน 24 ราย ทำให้นับแต่ไทยเข้าร่วมโครงการ Self – Certification เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2554 ถึง กันยายน 2556 มีผู้ส่งออกได้รับการขึ้นทะเบียนไปแล้ว 80 ราย และส่งผลให้ไทยมีผู้ส่งออกเข้าร่วมโครงการ Self – Certification มากเป็นลำดับที่ 2 รองจากมาเลเซียที่มี 118 ราย

· การแก้ไขปัญหาสินค้าไทยถูกตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า

       ดำเนินการแก้ต่างเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้าตามคำขอของประเทศปลายทาง ดำเนินการตรวจพิสูจน์ความถูกต้องของหนังสือรับรองฯ และความถูกต้องของถิ่นกำเนิดสินค้าตามคำร้องขอของประเทศผู้นำเข้าภายใต้สิทธิพิเศษ GSP และสิทธิพิเศษภายใต้ FTA เกือบ 2,000 กรณี สามารถปกป้องผลประโยชน์ในการส่งออกภายใต้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรให้กับสินค้าส่งออกมูลค่ามากกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (229,089,541.76 เหรียญสหรัฐ)

2. การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการพัฒนาการให้บริการผู้ประกอบการ

· การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า

ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ย. 2556 กรมฯได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบต่างๆ

ให้กับผู้ส่งออก จำนวน 911,710 ฉบับ มีมูลค่าสินค้าในหนังสือรับรองกว่า 65,233 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 6.13 และ13.79 ตามลำดับ

                               การขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเรียงตามลำดับ ดังนี้ 1) Form D (ไทย-อาเซียน) 2) Form E (อาเซียน-จีน) และ 3) Form A (ประเทศที่ให้สิทธิพิเศษทางศุลกากรแก่ไทย) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันผู้ประกอบการเห็นถึงความสำคัญของการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ไทยมีความตกลงกับประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการในการค้าส่งออก-นำเข้า

สำหรับการพัฒนาการให้บริการแก่ผู้ประกอบการในปี 2556 กรมฯได้เริ่มนำระบบ Digital Signature มาให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อความรวดเร็วผู้ประกอบการได้รับความสะดวกเพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง และเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูล ทั้งนี้ในปี 2557 ก็ขอเชิญชวนผู้ประกอบการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในระบบดังกล่าวมากขึ้น เพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบการเอง

3. การบริหารจัดการสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ

     สินค้าข้าว

· การส่งออกข้าว ตั้งแต่เดือนมกราคม – 16 ธันวาคม  2556 ไทยส่งออกข้าวแล้ว

6.403 ล้านตัน มูลค่า 4,208 ล้านเหรียญสหรัฐ (127,008 ล้านบาท) และราคาเฉลี่ยตันละ 657 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปริมาณมูลค่าลดลงร้อยละ 3.7 และ 7.4 ตามลำดับ คาดว่าการส่งออกข้าวทั้งปี 2556 จะมีปริมาณ 6.68 ล้านตัน มูลค่า 4,389 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปี 2555 ร้อยละ 3.9 และ 7.9 ตามลำดับ ทั้งนี้เป็นผลจากสถานการณ์การค้าข้าวโลก อาทิ อินเดียและเวียดนาม ระบายสต็อกข้าวสู่ตลาดโลก

· เป้าหมายการส่งออกข้าว ในปี 2557 กรมการค้าต่างประเทศกำหนดเป้าหมายการส่งออกข้าวปริมาณ 8.0 ล้านตัน มูลค่า 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าปี 2556 ร้อยละ 19.8 และ9.4 ตามลำดับ     

สินค้ามันสำปะหลัง

· ปี 2556 (มกราคม- ตุลาคม  2556) ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแล้ว ปริมาณ

7.605 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2,559.97 ล้านเหรียญสหรัฐ (77,947.18 ล้านบาท) ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 11.17 และ10.94 ตามลำดับ คาดว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งปี 2556 จะมีปริมาณ 9.126 ล้านตัน มูลค่า3,071.96 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณการส่งออกมากที่สุดในรอบ 20 ปี ทั้งนี้ปริมาณส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากความต้องการผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

· ปี 2556 (มกราคม- ตุลาคม  2556) ไทยส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปริมาณ

131,318 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,280 ล้านบาท โดยมีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของ
ปีก่อน ร้อยละ 23.73 และ24.76 ตามลำดับ สำหรับประเทศที่เป็นตลาดหลักในการส่งออก ได้แก่ ฟิลิปปินส์(ร้อยละ 82) มาเลเซีย (ร้อยละ17) เวียดนาม (ร้อยละ 4.9)

ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในปี2556 มีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นผลเนื่องมาจาก

การที่กรมการค้าต่างประเทศมีแนวทางในการผลักดันการส่งออกเพื่อดูดซับปริมาณส่วนเกินตลาดภายในประเทศ และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรโดยการยกระดับราคาสินค้าเกษตรทำให้ระดับราคาสินค้าค่อนข้างดี อีกทั้งปัจจุบันหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนมีอัตราการขยายตัวด้านอาหารสัตว์สูงมากเพื่อเลี้ยงสัตว์สำหรับการบริโภคในประเทศ จึงเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยที่จะมุ้งเน้นการส่งออกไปยังตลาดดังกล่าว

  4.     การส่งเสริมการค้าชายแดนและการค้าภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

· สถานการณ์การการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านของไทย

ภาพรวมการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ในระยะที่ผ่านมาได้รับผลกระทบ

จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ได้แก่ ประชาคมยุโรป สหรัฐฯ    และญี่ปุ่น ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะมาเลเซีย    ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าชายแดนรายใหญ่ที่สุดของไทย จึงส่งผลต่อปริมาณ และมูลค่าการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

                             ปี 2556 (มกราคม – ตุลาคม) การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มีมูลค่าการค้ารวม 762,774 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงระยะเดียวกันของปี 2555 ร้อยละ 0.48 แบ่งเป็น การส่งออก มูลค่า 462,008 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.13 และการนำเข้า มูลค่า 300,766 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.05 ได้ดุลการค้ามีมูลค่า 161,242 ล้านบาท

โดยมีประเทศคู่ค้าการค้าชายแดน ประเทศอันดับหนึ่ง ได้แก่ มาเลเซีย มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 54.60 ของมูลค่าการค้าชายแดนรวม รองลงมาได้แก่ เมียนมาร์ ร้อยละ 21.10 สปป.ลาว     ร้อยละ 14.24 และกัมพูชา ร้อยละ 10.07 ตามลำดับ

สำหรับปี 2557 คาดว่าประเทศเพื่อนบ้านจะมีกำลังซื้อเพิ่มมากขี้นตามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และประเทศไทยก็เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศเพื่อนบ้าน   และมีช่องทางการค้าชายแดนที่เข้าถึงตลาดในประเทศเพื่อนบ้านได้โดยสะดวก จะมีมูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มขึ้นมาก โดยคาดว่า มูลค่าการค้าชายแดนในปี 2557 จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.05 ล้านล้านบาท หรือมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 16

ทั้งนี้ ในปี 2557 กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดที่จะบูรณาการหน่วยงานทั้งหมดเกี่ยวกับการค้าชายแดน โดยการจัดมหกรรมการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกระตุ้นการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยในเบี้องต้นจะจัด 4 ครั้ง ในจังหวัด หนองคาย อุบลราชธานี เชียงราย และระนอง

  5. การจัดระเบียบการนำเข้า-ส่งออก

· การจัดระเบียบการนำเข้าสินค้า

ในปี 2556 กรมฯ ได้จัดระเบียบนำเข้าสินค้าโดยอาศัยกฎหมายนำเข้า-ส่งออก พ.ศ. 2522 จำนวน 6 รายการ ได้แก่ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หอมแดง ส้ม เครื่องในสุกร ยางรถใหม่ และเครื่องใช้ไฟฟ้า (พัดลม หม้อหุงข้าว และหลอดไฟ) ประกอบด้วย มาตรการขึ้นทะเบียบเป็นผู้นำเข้าสินค้าฯ ต่อกรมการค้าต่างประเทศหรือสำนักงานการค้าต่างประเทศในภูมิภาค ต้องมีหนังสือรับรองประกอบการนำเข้า และต้องเก็บสินค้าไว้ในสถานที่เก็บแยกต่างหากจากที่เก็บสินค้าอื่น รวมทั้งต้องรายงานการนำเข้า การครอบครอง การส่งออก สถานที่เก็บ การจำหน่ายจ่ายโอน ปริมาณคงเหลือ เป็นประจำทุกเดือน เพื่อเป็นการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าให้ได้มาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ตลอดจนป้องกันการนำเข้าสินค้าเกษตรมาเพื่อสวมสิทธิ์ในโครงการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

 สำหรับปี 2557 กรมฯ มีแผนที่จะปรับปรุง/ทบทวนระเบียบการนำเข้าสินค้าอีก 4 รายการ ได้แก่ สินค้าไม้จังหวัดตากและกาญจนบุรี  สินค้าหิน สินค้าเครื่องถ่ายเอกสารชนิดสอดสี สินค้าเครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องทำน้ำร้อน เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและลดผลกระทบจากการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

· จัดทำระบบการบริหารการค้าสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual Use Goods) 

โดยกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าต่างประเทศจะนำร่องควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้

สองทางจำนวน 1,422 รายการ ซึ่งยังไม่มีกฎหมายจากหน่วยงานอื่นใดกำกับดูแล  โดยรายการสินค้าที่ใช้ได้สองทางที่กรมฯจะควบคุมดังกล่าว เป็นไปตามบัญชีรายการสินค้าฯของสหภาพยุโรป (EU Lists) ซึ่งเป็นสากล ทั้งนี้ กระทรวงฯจะออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 เพื่อกำหนดให้การส่งออกสินค้าตามบัญชีรายการดังกล่าวจะต้องได้รับการอนุญาตจากกรมฯ

ทั้งนี้ สินค้า Dual Use Goods  หมายถึง สินค้าและเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์และทางสงคราม โดยใช้เป็นเครื่องมือก่อการร้ายและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เช่น เส้นใย คาร์บอน นำไปใช้ทางการพาณิชย์เพื่อผลิตอุปกรณ์กีฬา เช่น ไม้เทนนิส ไม้กอล์ฟ  แต่สามารถใช้ทางการทหารไปผลิตเครื่องก๊าซหนีศูนย์ (Gas Centrifuges) หรือ ชิ้นส่วนขีปนาวุธ

                     อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า บทบาทภารกิจของกรมการค้าต่างประเทศ มีหลายด้าน แต่กรมฯ ก็มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ซึ่งทำให้มั่นใจว่าจะช่วยส่งเสริมการค้าต่างประเทศของไทยทั้งในด้านมูลค่าและปริมาณให้เพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างแน่นอน ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการรายใดมีปัญหาด้านการค้าต่างประเทศ ขอให้นึกถึงกรมการค้าต่างประเทศ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1385 หรือ www.dft.go.th

  

******************************************

26 ธันวาคม 2556

แบ่งปัน

Facebook Twitter