สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ แจ้งว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2556 สหภาพยุโรปได้ประกาศระเบียบ Commission Regulation (EU) No 1272/2013 ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2557 แก้ไขบัญชีแนบท้ายของระเบียบควบคุมเคมีภัณฑ์ (REACH) ว่าด้วยสารกลุ่ม Polycyclic Aromatic Hydrocarbons(PAHs) โดยมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไป โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1.สาร Benzo[a]pyrene, Benzo[e]pyrene, Benzp[a]anthracene, Chrysen, Benzo[b]fluoranthene,Benzo[k]fluoranthene และสาร Dibenzo[a,h]anthracene นับเป็นสารกลุ่ม Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) ซึ่งถูกจำแนกเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogens) ประเภท 1B ตาม Annex VIของ Regulation (EC) No 1272/2008 และถูกห้ามวางจำหน่ายทั่วไปตามที่สาธารณะ โดยสามารถพบสารกลุ่มดังกล่าวปนเปื้อนอยู่ในสิ่งของเครื่องใช้ที่มีชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกและยาง ที่มีการใช้น้ำมัน Extender oil และ Carbon black ในการผลิต
2. คณะกรรมาธิการยุโรปได้รับข้อมูลการประเมินความเสี่ยงของเยอรมนี พบกว่าการใช้สิ่งของเครื่องใช้ที่มีสาร PAHs ปนเปื้อน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งสามารถรับสารดังกล่าวได้จากทางปาก (Ingestion) การดูดซับทางผิวหนัง (Dermal adsoroption) และในบางกรณีโดยการหายใจ (Inhalation) ส่งผลให้คณะกรรมาธิการยุโรป ได้หารือร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถึงผลกระทบในการจำกัดสาร PAHs ในสิ่งของเครื่องใช้สำหรับผู้บริโภค และเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากสาร PAHs ในสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ โดยจำกัดปริมาณ PAHs ในสิ่งของเครื่องใช้ที่มีส่วนของพลาสติกหรือยางที่มีความเข้มข้นของสารPAHs มากกว่า 1 mg/kg นอกจากนี้ สำหรับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กซึ่งมีความเสี่ยงอันตรายจากสารดังกล่าวได้มากกว่าผู้ใหญ่ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ห้ามวางจำหน่ายของเล่นเด็กในส่วนที่เป็นพลาสติกหรือยางที่มีความเข้มข้นของสาร PAHs มากกว่า 0.5 mg/kg
อย่างไรก็ตาม การจำกัดปริมาณสารดังกล่าวเป็นการจำกัดเฉพาะสิ่งของเครื่องใช้ที่จะสัมผัสกับผิวหนังหรือช่องปากโดยตรงเป็นระยะเวลานาน หรือระยะเวลาสั้นแต่สัมผัสซ้ำๆ และไม่มีผลใช้บังคับกับสินค้ามือสองที่ผลิตก่อนการประกาศระเบียบดังกล่าว นอกจากนี้ ได้มีการกำหนดระยะเวลาปรับตัวสำหรับผู้เกี่ยวข้อง โดยให้มีผลใช้บังคับในทุกประเทศสมาชิกตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป
นายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า ปัจจุบัน มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเฉลี่ยปีละ 697,314 ล้านบาท (ปี 2553 – 2555) โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระเบียบฯ ดังกล่าว เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น ดังนั้น ผู้ประกอบการส่งออกไทยที่ผลิตสินค้าที่มีการใช้สารเคมีฯ ดังกล่าวในส่วนผสม หรือผลิตภัณฑ์ ควรให้ความสำคัญและปฏิบัติตามข้อกำหนดของระเบียบ EU REACH อย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการส่งออก โดยสามารถติดตามความคืบหน้าของระเบียบดังกล่าว ได้ที่เว็บไซต์ http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2013:328:0069:0071:EN:PDF
มกราคม
************************************