EU อนุญาตให้ใช้สาร PVA-PEG graft co-polymer ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ดแข็ง

10 กรกฎาคม 2557 | ผู้ชม 336 ครั้ง

EU อนุญาตให้ใช้สาร PVA-PEG graft co-polymer ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ดแข็ง

ด้วย สหภาพยุโรปได้ออก Commission Regulation (EU) No 685/2014 เพื่อแก้ไขกฎระเบียบในส่วน Annex II ของ Regulation (EC) No 1333/2008และ Annex ของ Commission Regulation (EU) No 231/2012 โดยอนุญาตให้ใช้สาร Polyvinyl alcohol-polyethylene glycol-graft-co-polymer (PVA-PEG graft co-polymer) เพื่อเป็นฟิล์มเคลือบผิว (Film coating) สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ดแข็ง (Solid food supplement) ซึ่งฟิล์มดังกล่าวสามารถช่วยในป้องกันรสชาติและกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางประเภท ช่วยปรับปรุงลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ ทำให้การกลืนผลิตภัณฑ์ง่ายขึ้น และยังช่วยรักษาคุณภาพของสารออกฤทธิ์ที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น (Sensitive active ingredients) อีกด้วย รายละเอียดการแก้ไขสรุปได้ดังนี้

1. แก้ไข Annex II ของ Regulation (EC) No. 1333/2008 โดย

a. เพิ่มรายการสาร E 1209 Polyvinyl alcohol-polyethylene glycol-graft-co-polymer ลงใน Part B, point 3 ‘สารเติมแต่งอาหารนอกเหนือจากสารแต่งสีและสารให้ความหวาน (Additives other than colours and sweeteners)’ ต่อจากสารE 1208 Polyvinylpyrrolidone-vinyl acetate copolymer

b. ใน Part E กำหนดให้ใช้สาร 1209 Polyvinyl alcohol-polyethylene glycol-graft-co-polymer ได้ไม่เกิน 100,000 mg/kg ในอาหารประเภท 17.1‘ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ดแข็ง ซึ่งรวมถึงแคปซูล เม็ด tablet และรูปแบบอื่นๆที่คล้ายคลึงกัน ยกเว้น ในรูปแบบที่เคี้ยวได้ (Chewable form)

2. เพิ่มข้อมูลรายละเอียดของสาร E 1209 Polyvinyl alcohol-polyethylene glycol-graft-co-polymer  เช่น ชื่อสาร คำนิยามทางเคมี สูตรเคมี  ลักษณะ รายละเอียดเฉพาะ และความบริสุทธิ์ของสาร เป็นต้น   ลงใน Annex II ของ Commission Regulation (EU) No. 231/2012 ต่อจากสารเติมแต่ง E 1208Polyvinylpyrrolidone-vinyl acetate copolymer (ผู้สนใจสามารถสืบค้นรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Official Journal of the European Union: EU Regulation No. 685/2014, L182/23)

อนึ่ง กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไป

กรมการค้าต่างประเทศจะติดตามความเคลื่อนไหวการกำหนดมาตรฐานและการปรับแก้ไขมาตรการ/กฎระเบียบต่างๆของประเทศคู่ค้าของไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะประสานเผยแพร่ข้อมูลให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตและปรับปรุงสินค้าให้ถูกต้องตรงตามมาตรฐานที่ ประเทศคู่ค้ากำหนดได้อย่างทันท่วงที     

 

**********************************

10  กรกฎาคม  2557

แบ่งปัน

Facebook Twitter