FDA สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้วิตามิน D3 เป็นสารเติมแต่งอาหารเพื่อการบริโภค
21 สิงหาคม 2557 | ผู้ชม 953 ครั้ง
FDA สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้วิตามิน D3 เป็นสารเติมแต่งอาหารเพื่อการบริโภค
ด้วยองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration: US FDA) ได้แก้ไขกฎระเบียบเกี่ยวกับสารเติมแต่งอาหาร (Food Additive Regulations) เพื่ออนุญาตให้ใช้วิตามิน D3 เป็นสารอาหารเสริม (Nutrient Supplement) ในเครื่องดื่มทดแทนอาหารมื้อหลัก (Meal Replacement Beverages) ที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการลดหรือรักษาน้ำหนักตัว และเพื่อใช้ในอาหารสำหรับให้ทางสายยาง (Enteral Feedings) ซึ่งกฎระเบียบฉบับนี้ได้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2557 เป็นต้นไป โดยกำหนดปริมาณการใช้วิตามิน D3 ดังนี้
1) อนุญาตให้มีปริมาณวิตามิน D3 ได้ไม่เกิน 500 IU (International Units)/ 240 mL ในเครื่องดื่มทดแทนอาหารที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการลดหรือรักษาน้ำหนักตัว โดยปริมาณทั้งหมดของวิตามิน D3 ที่ได้รับจากการบริโภคเครื่องดื่มดังกล่าวจะต้องไม่เกิน 1,000 IU/วัน
2) อนุญาตให้ใช้วิตามิน D3 ได้ไม่เกิน 1.0 IU/kcal ในอาหารสำหรับให้ทางสายยาง
อนึ่ง วิตามิน D เป็นกลุ่มสารจำพวก Seco-sterols ที่ละลายในไขมันและมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบหลักที่มีความคล้ายคลึงกันและพบได้บ่อย คือ วิตามิน D2 และ วิตามิน D3 โดยวิตามิน D ที่ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนด้วยตัวเลขว่าเป็นรูปแบบใดนั้น อาจเป็นได้ทั้งวิตามิน D2 หรือ วิตามิน D3 หรือ อาจเป็นได้ทั้ง 2 ชนิด นอกจากนี้ วิตามิน D เป็นสารที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัยสำหรับการใช้ในอาหารเพื่อเป็น สารอาหารเสริม และนับว่าเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากวิตามิน D มีหน้าที่สำคัญในการช่วยรักษาระดับความเข้มข้นของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสเลือด โดยเพิ่มอัตราการดูดซึมแร่ธาตุเหล่านี้ในลำไส้เล็ก การขาดวิตามิน D สามารถนำไปสู่ความผิดปกติของระบบเมทาบอลิซึมของแคลเซียมและกระดูกได้ เช่น โรคกระดูกอ่อนเนื่องจากขาดสารอาหาร (Rickets) ในเด็ก และโรคกระดูกผิดรูปร่าง (Osteomalacia) ในผู้ใหญ่ ในขณะที่การได้รับวิตามิน D ที่มากเกินไปอาจทำให้ระดับแคลเซียมกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นจนผิดปกติ (Hypercalcemia) เนื่องจากมีการดูดซึมที่ลำไส้เพิ่มขึ้น และ/หรือมีการดึงแคลเซียมจากกระดูก
กรมการค้าต่างประเทศจะติดตามความเคลื่อนไหวการกำหนดมาตรฐานและการปรับแก้ไขมาตรการ/ กฎระเบียบต่างๆของประเทศคู่ค้าของไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะประสานเผยแพร่ข้อมูลให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตและปรับปรุงสินค้าให้ถูกต้องตรงตามมาตรฐานที่ประเทศคู่ค้ากำหนดได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถสืบค้นรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ US Federal Register/Vol.79, No.155/Tuesday, August 12, 2014 / Rules and Regulations, Page 46993 – 46996
****************************
21 สิงหาคม 2557