โครงการฉลากสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซีย

19 กุมภาพันธ์ 2558 | ผู้ชม 327 ครั้ง

โครงการฉลากสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซีย

  จากรายงานข่าวหนังสือพิมพ์รายวัน Tempo.co, Jakarta ฉบับวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ รายงานว่า กระทรวงสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียได้ออกกฎหมายกำกับการดูแลสิ่งแวดล้อมฉบับที่ ๒/๒๕๕๗ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการติดฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับสินค้า ๑๒ ประเภท ได้แก่ กระดาษ สิ่งทอ หนัง ผงซักฟอก แบตเตอรี่ สีทาผนัง แผ่นกระเบื้องปูพื้น และถุงพลาสติก มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมผู้บริโภคให้หันมาใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตทั้งในตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในอนาคตจะออกกฎหมายครอบคลุมสินค้าประเภทอื่น ๆ     อีก ทั้งนี้ การติดฉลากสิ่งแวดล้อมจะมีผลให้อนุญาตใช้ได้เป็นเวลา ๓ ปีและสามารถขยายเวลาต่อไปได้อีก หากผ่านการประเมินโดยกระทรวงสิ่งแวดล้อม 

ฉลากสิ่งแวดล้อมที่ใช้ติดบนสินค้ามีทั้งหมด ๒ ประเภท คือ ฉลากที่ยืนยันโดยผู้ผลิต (Self-declaration label) และฉลากที่พิจารณาตามเกณฑ์ (Multi-criteria label)ฉลากที่ยืนยันโดยผู้ผลิตเป็นฉลากที่ยืนยันโดยผู้ผลิตเองว่าสินค้าดังกล่าวมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ฉลากที่พิจารณาตามเกณฑ์เป็นการรับรองโดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมว่าสินค้าชิ้นนั้นเป็นสินค้าสีเขียว ปัจจุบันมี ๒ สถาบันหลักภายใต้กระทรวงสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่กำกับดูแลเรื่องฉลากดังกล่าวโดยตรง ได้แก่ สถาบันรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม (Ecolabel Certification Institute) รับผิดชอบฉลากที่ยืนยันโดยผู้ผลิต และสถาบันตรวจสอบสิ่งแวดล้อม (Ecolabel Verification Institute) รับผิดชอบฉลากที่พิจารณาตามเกณฑ์

 

ฉลากที่พิจารณาตามเกณฑ์

(Multi-criteria label)

ฉลากที่ยืนยันโดยผู้ผลิต

(Self-declaration label)

  

กรมการค้าต่างประเทศตระหนักว่าประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมกำลังได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้นำเอาระบบฉลากสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการพัฒนาเกณฑ์ผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนการบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน ไทยมีมูลค่าการค้ากับอินโดนีเซียเฉลี่ยปีละ ๕๗๒,๐๔๗ ล้านบาท(๒๕๕๔-๒๕๕๗) มีสินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง เคมีภัณฑ์ และน้ำตาลทราย เป็นต้น ดังนั้นผู้ผลิตควรคิดหาแนวทางในการพัฒนาสินค้าที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ทั้งในแง่ของการผลิต การใช้ การทิ้งทำลาย อาจด้วยวิธีการใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ง่าย การนำกลับมาใช้ใหม่ การใช้พลังงานทางเลือก  หรือการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทยมีโครงการจัดทำฉลากเขียวด้วยเช่นกัน แต่ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ผู้ผลิตไทยควรเริ่มคำนึงถึงการจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อตอบสนองปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นับวันเริ่มจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอีกด้วย ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่http://en.tempo.co/read/news/2014/03/19/206563668/Environment-Ministry-Issues-Ecolabels-for-12-Products  

 

********************************

19  กุมภาพันธ์  2558

แบ่งปัน

Facebook Twitter